ถึงแม้อิสราเอลจะมีฐานะเป็นรัฐและเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ แต่ก็ยังมีชาติที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติที่ไม่ให้การรับรองรัฐอิสราเอลนั่นคือ อัฟกานิสถาน อัลจีเรีย บาห์เรน บังคลาเทศ ชาด คิวบา อินโดนีเซีย อิหร่าน อิรัก เกาหลีเหนือ คูเวต เลบานอน ลิเบีย มาเลเซีย ปากีสถาน ซาอุดิอาระเบีย ซูดาน ซีเรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยเมน จะเห็นได้ว่าประเทศส่วนใหญ่นั้นจะเป็นประเทศในแถบอาหรับ อาฟริกาเหนือ ประเทศโลกมุสลิม ประเทศที่มีความขัดแย้งกับอเมริกา ซึ่งทำให้เราเห็นว่าการรับรองรัฐนั้นเป็นเรื่องของการกระทำทางการเมืองฝ่ายเดียวได้อย่างชัดเจน และเห็นได้ชัดว่าอิสราเอลเป็นตัวแทนของตะวันตกที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งของโลกตะวันตกและตะวันออก โดยเฉพาะการปะทะกันทางวัฒนธรรม (The Clash of Civilization) ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
Category Archives: Article
เหตุการณ์ในปัจจุบันกรณีปาเลสไตน์ร้องขอการรับรองรัฐ
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์เป็นปัญหาในตะวันออกกลางที่ทั่วโลกต่างก็ให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นปัญหาที่มีมานานแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้ หรือไม่มีทีท่าว่าจะเกิดสันติสุขในดินแดนนี้ สงครามใหญ่หลายครั้งในคาบสมุทรอาหรับในอดีตก็มักมีต้นตอความขัดแย้งมาจากสองรัฐนี้ ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์นั้นบ่อยครั้งที่เกิดการใช้ความรุนแรงและใช้กำลังทหารในการตัดสินปัญหา ซึ่งก่อให้เกิดสงครามขนาดย่อมตามมาอยู่เรื่อยไปส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวปาเลสไตน์ที่ดูแล้วน่าจะได้รับผลกระทบมากกว่าจากความอ่อนแอของทั้งอำนาจทางทหารหรือในเวทีทางการทูต ซึ่งเมื่อเทียบกับอิสราเอลซึ่งมีความเป็นรัฐสมบูรณ์และได้รับการยอมรับมากกว่า รวมไปการเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติทำให้ อิสราเอลดูจะได้เปรียบอย่างมาก ซึ่งปัญหานี้ก็มิได้จะมีแต่การใช้กำลังทหาร เวทีเจรจาก็เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งเช่นในครั้งที่ทำให้เกิดข้อตกลงออสโล ที่ทำให้เกิดองค์การบริหารปาเลสไตน์และการวางแนวทางแก้ไขข้อพิพาทเรื่องดินแดน ก็ทำให้เกิดสันติภาพได้ระยะหนึ่ง แต่แล้วการเจรจาครั้งนั้นก็มิได้แสดงให้เห็นถึงการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิผลในระยะยาว โดยล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว (ค.ศ 2010) อิสราเอลนั้นได้ดำเนินแผนการขยายนิคมชาวยิว ทำให้การเจรจาแก้ปัญหาแบบทวิภาคีของอิสราเอลและปาเลสไตน์สิ้นสุดลงโดยไม่มีการหารือต่อมาในปัจจุบัน อีกทั้งกลุ่มสี่ฝ่ายในเรื่องปัญหาตะวันออกกลางซึ่งประกอบไปด้วยสหรัฐอเมริกา รัสเซีย สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ นั้นก็ไม่สามารถเจรจาหารือกันเพื่อที่จะหาทางออกให้แก่ทั้งปาเลสไตน์และอิสราเอลได้ ทำให้การเจรจาเพื่อสันติภาพต่างๆ หยุดชะงักลง ทำให้ปาเลสไตน์มองว่าการเจรจาระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล ซึ่งดำเนินมานานแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้าใดที่จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างชัดเจน ทำให้ อับบาส ประธานาธิบดีของปาเลสไตน์นั้น เริ่มหันมาดำเนินนโยบายทางการทูตในเชิงรุก โดยจะขอให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอนุมัติการให้สมาชิกภาพแก่รัฐปาเลสไตน์ ผ่านการสนับสนุนของประชาชนภายในประเทศและประชาชนชาวปาเลสไตน์ทั่วทุกมุมโลก ดังเช่นตอนที่เกิดองค์กรไซออนของชาวยิวที่เรียกร้องรัฐอิสราเอล โดยปาเลสไตน์มองว่าการเจรจาระดับทวิภาคีกับอิสราเอลที่มีสหรัฐอเมริกาคอยให้การสนับสนุนอยู่ในช่วงที่ผ่านมาล้มเหลวมาตลอด ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องหันมาใช้วิธีนี้นั่นเอง ซึ่งการเข้ายื่นเรื่องขอเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติในครั้งนี้ หากปาเลสไตน์ได้รับการยอมรับก็จะได้เป็นสมาชิกในลำดับที่ 194 และหากไม่ได้เป็นสมาชิกที่สมบูรณ์เพราะการวีโต้จากสหรัฐอเมริกา ปาเลสไตน์ก็เตรียมที่จะยื่นรอเป็นรัฐผู้สังเกตการณ์นอกสมาชิกภาพซึ่งปาเลสไตน์ค่อนข้างแน่ใจว่าจะได้รับสถานะนี้เพราะประเทศส่วนใหญ่ที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติให้การสนับสนุนซึ่งจะทำให้ปาเลสไตน์จะได้เป็นรัฐ โดยผ่านการรับรองจากของเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสมาชิกสหประชาชาติ แม้ว่ายังไม่ได้เป็นสมาชิกอย่างเต็มตัวก็ตาม
ความคิดเห็นจากประเทศต่างๆที่น่าสนใจ
สหรัฐอเมริกา ยืนยันอย่างแน่ชัดว่าจะใช้สิทธิ์ในฐานะสมาชิกถาวรออกเสียงยับยั้งข้อมติใดๆ ที่สนับสนุนปาเลสไตน์อย่างแน่นอน และยังกล่าวอีกว่าไม่มีประโยชน์ที่ปาเลสไตน์จะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและนี่ไม่ใช่หนทางที่จะนำไปสู่เอกราชสำหรับรัฐปาเลสไตน์
สหภาพยุโรป ชาติมหาอำนาจในยุโรปอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส ยังคงไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนในเรื่องนี้ โดยกล่าวว่าถ้าประเทศตนเห็นว่าการเจรจาไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ ก็อาจจะให้การสนับสนุนปาเลสไตน์ ส่วนเยอรมันและอิตาลีนั้นแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนปาเลสไตน์ ทางด้านประเทศแถบสแกนดิเนเวียอย่างนอร์เวย์และสวีเดนกล่าวว่าอาจให้การรับรองการตั้งรัฐปาเลสไตน์ หากไม่มีความคืบหน้าในการเจรจายุติความขัดแย้งกับอิสราเอล
รัสเซีย ยังคงประกาศยืนยันการรับรองรัฐปาเลสไตน์ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเคยให้การรับรองมาตั้งแต่สมัยเป็นสหภาพโซเวียต และเห็นได้ชัดจากการที่เคยให้การสนับสนุนชาติอาหรับในการทำสงครามในตะวันออกกลางในช่วงสงครามเย็น โดยรัสเซียในปัจจุบันพยายามที่จะรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่ประสบภาวะชะงักงัน
ละตินอเมริกา กลุ่มประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเวทีโลกอย่างบราซิล อาเจนติน่า ชิลี ต่างก็ประกาศให้การรับรองปาเลสไตน์ในฐานะรัฐ ซึ่งบราซิลเองก็มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเรียกร้องอีกทั้งยังมีอำนาจในการต่อรองสูงและเป็นผู้นำในภูมิภาคเนื่องจากเป็นประเทศที่ถูกคาดว่าจะสามารถก้าวเป็นมหาอำนาจได้หรือกลุ่ม BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน)
เอเชีย อินเดียและจีนในฐานะมหาอำนาจในเอเชียนั้นได้ประกาศให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการแล้ว ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชาติมุสลิมที่สำคัญอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไนก็ได้ออกมาเรียกร้องให้ชาติต่างๆ ในอาเซียนให้การสนับสนุนปาเลสไตน์เช่นกัน
สันนิบาติอาหรับ ชาติอาหรับต่างให้การสนับสนุนปาเลสไตน์เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัยเนื่องมาจากความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนานต่ออิสราเอลและชาติตะวันตกยังคงมีอยู่ โดยมีผู้นำอย่างซาอุดีอาระเบียในการเรียกร้องให้สหประชาชาติยอมรับคำขอเป็นสมาชิกเต็มตัวของปาเลสไตน์ และให้การรับรองปาเลสไตน์ว่าเป็นรัฐเอกราช
กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM) มีท่าทีสนับสนุนความเป็นชาติของปาเลสไตน์ซึ่งทำให้ปาเลสไตน์ได้ฐานเสียงจากสมาชิกกลุ่มนี้ในเวทีสหประชาชาติเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ประเทศไทย ในปัจจุบันยังคงไม่มีการตัดสินใจที่แน่ชัดจากรัฐบาล แต่ในความจริงแล้วต้องยอมรับว่าประเทศไทยไม่สามารถทำอะไรได้มากมายนัก เนื่องจากความช่วยเหลือในหลายๆด้านที่อิสราเอลให้แก่ไทยมีมากพอสมควร โดยเฉพาะทางด้านความมั่นคงและการพัฒนาเกษตรกรรม รวมทั้งแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในอิสราเอลก็มีอยู่มาก ทำให้ประเทศไทยซึ่งเป็นมิตรกับทั้งสองคู่ขัดแย้ง ยังคงไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนในเรื่องนี้ได้
สันติภาพและความขัดแย้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
การที่สหรัฐอเมริกาประกาศอย่างแน่ชัดที่จะขัดขวางและจะใช้สิทธิ์ในฐานะสมาชิกถาวรออกเสียงยับยั้งข้อมติใดๆ ที่สนับสนุนปาเลสไตน์อย่างแน่นอนนั้น จะทำให้เกิดความรู้สึกต่อต้านสหรัฐอเมริกา ในหมู่ประเทศตะวันออกกลางยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งก็มีความขัดแย้งดั้งเดิมอยู่แล้วโดยเฉพาะความขัดแย้งทางศาสนา และการที่กลุ่มประเทศอาหรับมองว่าสหรัฐนั้นเป็นผู้ร้ายที่คอยเข้ามาหาผลประโยชน์ในตะวันออกกลางมาตั้งแต่อดีต ซึ่งเป็นเหตุสำคัญในสงครามที่สหรัฐเรียกว่าสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ที่ยังไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าสงครามนี้ยุติลงไปแล้วหรือยัง ดังนั้นการวีโต้ของสหรัฐอเมริกาอาจจะเป็นชนวนที่จะทำให้ปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ทำให้สามารถมองได้ว่าการยื่นเรื่องของปาเลสไตน์ในครั้งนี้อาจจะยิ่งทำให้ก่อให้เกิดความตึงเครียดในประชาคมโลกระหว่างผู้ให้การสนับสนุนและไม่ให้การสนับสนุนอีกด้วย
*เพิ่มเติม ล่าสุดวันที่ 2 ตุลาคม 2554 สหรัฐอเมริการะงับการอนุมัติเงินช่วยเหลือมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ให้แก่ปาเลสไตน์ เพื่อตอบโต้ต่อกรณีความต้องการเป็นรัฐปาเลสไตน์โดยระบุว่า เงินช่วยเหลือดังกล่าวจะถูกระงับจนกว่าปาเลสไตน์จะเพิกเฉยการยื่นประเด็นดังกล่าวต่อประชาคมโลก อย่างไรก็ตามซึ่งปาเลสไตน์ยังคืนยืนยันที่จะทำสงครามทางการทูตกับสหรัฐต่อไป
ปาเลสไตน์กับสถานภาพต่างๆ ขององค์การสหประชาชาติ
องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO) ได้รับอนุมัติสถานภาพองค์กรผู้สังเกตการณ์จากสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อปี 1974 มติดังกล่าวระบุว่า องค์การ PLO จะได้รับเชิญเข้า “ร่วมในการประชุมและพันธกิจต่างๆ ของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ” ต่อมา ปี 1988 องค์การสหประชาชาติใช้คำนิยามใหม่ ว่า “ปาเลสไตน์” แทนคำว่าองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์
สถานภาพผู้สังเกตการณ์ องค์การสหประชาชาติมอบสถานภาพผู้สังเกตการณ์ให้องค์การต่างๆ ไม่เพียงแต่รัฐเท่านั้น แต่รวมถึงองค์การระหว่างประเทศ เช่น ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) หรือองค์การระดับภูมิภาค เช่น สหภาพยุโรป (EU)
องค์กรสังเกตการณ์ ปัจจุบันปาเลสไตน์มีสถานภาพเป็นองค์กรผู้สังเกตการณ์ใน UN มติฉบับปี 1998 สมัชชาใหญ่ได้กำหนดสิทธิ 8 ประการ สำหรับปาเลสไตน์ โดยใจความสำคัญระบุว่า “ปาเลสไตน์มีสิทธิ์เข้าร่วมการอภิปรายของสมัชชาใหญ่” ซึ่งรวมถึงประเด็นอื่นๆ นอกเหนือจากปัญหาตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ปาเลสไตน์ไม่มีสิทธิ์โหวตสนับสนุนหรือคัดค้านมติใดๆ ทั้งสิ้น
รัฐสังเกตการณ์ รัฐเดียวที่ไม่ใช่สมาชิก UN แต่มีสถานภาพสังเกตการณ์ คือ นครรัฐวาติกัน สิทธิ์ของวาติกันไม่ได้มีอำนาจแตกต่างจากสถานะองค์กรสังเกตการณ์ของปาเลสไตน์มากนัก แต่ปัจจัยที่สำคัญ คือ วาติกันสามารถติดต่อกับรัฐสมาชิกหรือองค์การใดๆ ด้วยหนังสืออย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ สถานภาพรัฐสังเกตการณ์จะทำให้ปาเลสไตน์กลายเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์ของหน่วยงานต่างๆ ภายในยูเอ็น เช่น องค์การอนามัยโลก, กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) หรือ องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) อย่างไรก็ตาม รัฐสังเกตการณ์ก็ไม่มีสิทธิ์ในการลงมติใดๆ เช่นกัน
สมาชิกภาพโดยสมบูรณ์ เป้าหมายสูงสุดของปาเลสไตน์ คือ การเข้าเป็นสมาชิกของยูเอ็น ซึ่งจะทำให้ได้รับสิทธิ์ต่างๆ เหมือนกับรัฐสมาชิกอื่นๆ เช่น การสนับสนุน, โหวตลงมติในสมัชชาใหญ่ และสิทธิ์การส่งตัวแทนลงชิงตำแหน่งต่างๆ ใน UN ทั้งนี้ การเป็นสมาชิกภาพเต็มใน UN ปาเลสไตน์ต้องได้รับเสียงสนับสนุน 9 จาก 15 รัฐสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคง โดยไม่มีชาติใดใช้อำนาจยับยั้ง (Veto) ซึ่งประธานาธิบดีมาห์มูด อับบาส แห่งปาเลสไตน์ จะยื่นหนังสือถึงบัน คี มูน เลขาธิการ UN หากรับปาเลสไตน์เข้าเป็นสมาชิก เสมือนปาเลสไตน์ก็ได้รับการยอมรับความชอบธรรมบนเวทีโลก
การรับรองรัฐปาเลสไตน์
การรับรองรัฐกับกรณีรัฐปาเลสไตน์
เมื่อวิเคราะห์ตามหลักกฏหมายระหว่างประเทศ การรับรองรัฐปาเลสไตน์นั้นก็คงไม่แตกต่างจากการรับรองรัฐของรัฐอื่นๆ โดยใช้แนวความคิดตามทฤษฎีประกาศ คือ การที่ปาเลสไตน์จะได้การรับรองรัฐหรือไม่นั้นจะไม่ทำให้ปาเลสไตน์ขาดความเป็นรัฐแต่อย่างใด เนื่องจากการรับรองรัฐเป็นเพียงการประกาศเพื่อรับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของรัฐอื่นในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายความเป็นรัฐได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อมีองค์ประกอบของความเป็นรัฐ 4 ประการ คือ ดินแดน ประชากร รัฐบาล และความสามารถที่จะมีความสัมพันธ์กับรัฐอื่นและจะไม่ถูกกระทบกระเทือนโดยการรับรองหรือไม่รับรองของรัฐอื่น ซึ่งปาเลสไตน์เองก็มีองค์ประกอบครบและได้ประกาศว่าตัวเองเป็นรัฐตั่งแต่ปี 1998 ซึ่งมีทั้งสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างธงชาติที่ใช้กันอย่างกว้างขวางด้วย
ดังนั้นจากแนวความคิดตามทฤษฎีประกาศ จึงเป็นตัวบ่งบอกว่าหากปาเลสไตน์มีองค์ของความเป็นรัฐครบถ้วนทั้ง 4 ประการย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศถึงแม้จะไม่ได้การรับรองจากรัฐอื่นๆ เลยก็ตาม แต่การรับรองรัฐนั้นเป็นสิ่งบ่งบอกถึงความชัดเจนในทางระหว่างประเทศระหว่างรัฐในการที่ปาเลสไตน์จะใช้สิทธิ และปฏิบัติหน้าที่ของตนตามกฎหมายระหว่างประเทศได้อย่างเต็มที่ในสายตาของรัฐที่ให้การรับรองปาเลสไตน์ เช่น การเป็นภาคีแห่งสนธิสัญญาต่างๆ การอ้างความคุ้มครองกันอธิปไตย จากเขตอำนาจทางตุลาการและบริหารของรัฐอื่น การเป็นโจทก์หรือเป็นจำเลยในศาลของรัฐอื่น การเป็นเจ้าของทรัพย์สินในนามของตนเอง ดังเช่น ที่ตั้งสถานทูตหรือสถานกงสุล เป็นต้น ซึ่งการเป็นรัฐของปาเลสไตน์ในปัจจุบันในทางระหว่างประเทศ หากรัฐใดต้องการที่จะติดต่อสัมพันธ์กับปาเลสไตน์นั้นก็แสดงให้เห็นถึงยอมรับในความเป็นรัฐของปาเลสไตน์นั่นเอง
เมื่อรัฐอื่นๆเลือกที่ให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์แล้ว การรับรองเช่นว่านั้นอาจแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ การรับรองรัฐโดยพฤตินัย และการรับรองรัฐโดยนิตินัย ซึ่งคำว่า “โดยพฤตินัย” หรือ “โดยนิตินัย” นั้นขยายคำว่า “รัฐ” ไม่ใช่ขยายคำว่า “การรับรอง” โดยการรับรองปาเลสไตน์ที่รัฐต่างๆให้การรับรองรัฐนั้นอาจเริ่มจากการรับรองโดยพฤตินัย เพื่อที่จะดูว่าปาเลสไตน์สามารถรักษาองค์ประกอบของความเป็นรัฐได้ต่อไปในลักษณะถาวร และมีประสิทธิภาพ รัฐที่จะให้การรับรองก็อาจให้การรับรองรัฐเช่นว่านั้นในฐานะที่เป็นรัฐโดยนิตินัยต่อไป อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในแง่ของผลทางกฎหมายของการรับรองรัฐไม่ว่าจะเป็นการรับรองรัฐโดยพฤตินัยหรือโดยนิตินัยก็ตาม ย่อมมีผลทางกฎหมายไม่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นผลตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือผลตามกฎหมายภายในก็ตาม
การรับรองรัฐปาเลสไตน์นั้นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าวิธีการรับรองรัฐนั้นทำได้รูปแบบใดบ้าง โดยวิธีการรับรองรัฐนั้นอาจกระทำได้โดยชัดแจ้ง หรือโดยปริยายก็ได้ ซึ่งการรับรองโดยชัดแจ้งนั้นอาจกระทำด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษรตรงไปยังรัฐที่ได้การรับรองหรือในที่ประชุมระหว่างประเทศ เช่น สมัชชาใหญ่ขององค์การสหประชาชาติก็ได้ ซึ่งการรับรองรัฐโดยชัดแจ้งนี้มักไม่ค่อยก่อให้เกิดปัญหาตามมา ส่วนการรับรองโดยปริยายนั้นไม่ได้มีการประกาศอย่างชัดแจ้ง แต่ให้ดูจากการกระทำบางอย่างของรัฐหนึ่งต่อรัฐหนึ่งอาจถือเป็นการรับรองรัฐได้ เช่น การเข้าทำสนธิสัญญาซึ่งครอบคลุมความสัมพันธ์อย่างกว้างขวางระหว่างรัฐสองรัฐหรือการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต และทางกงสุลอาจถือว่าเป็นการให้การรับรองรัฐโดยปริยายก็ได้ ยกเว้นการเจรจาในรูปแบบต่างๆการสถาปนาสำนักงานผู้แทนอย่างไม่เป็นทางการ เช่น สำนักงานผู้แทนทางการค้าหรือวัฒนธรรม การทำสนธิสัญญาพหุภาคีซึ่งรัฐที่ไม่ได้รับการรับรองเป็นภาคีอยู่ด้วย การเข้าเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศก็ไม่ถือว่า รัฐสมาชิกเดิมขององค์การระหว่างประเทศรับรองรัฐที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่โดยปริยายหรือการเข้าร่วมประชุมนานาชาติซึ่งรัฐที่มิได้รับการรับรองเข้าร่วมประชุมด้วยก็ไม่ถือว่ารัฐอื่นที่เข้าร่วมประชุมให้การรับรองรัฐที่มิได้รับการรับรองและเข้าร่วมประชุมนั้น อย่างไรก็ดี การกระทำของรัฐจะถือว่าเป็นการรับรองรัฐหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับเจตนาเป็นสำคัญของรัฐผู้ให้การรับรอง เพราะถึงแม้รัฐจะมีความสัมพันธ์กันในด้านในด้านหนึ่งก็ตาม แต่รัฐอาจแสดงเจตนาไว้ว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการรับรองโดยปริยายก็ย่อมทำได้
ผลของการรับรองรัฐปาเลสไตน์ตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ถ้าหากปาเลสไตน์ได้รับการรับรองรัฐ ย่อมส่งผลของการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ และผลของการรับรองรัฐตามกฎหมายภายในของรัฐ ซึ่งทำให้ปาเลสไตน์ต้องมีความผูกพันและต้องปฏิบัติตาม กล่าวคือผลของการรับรองรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศ ถึงแม้ว่าปาเลสไตน์จะไม่ได้การรับรองรัฐหรือได้การรับรองรัฐ ในสายตาของกฎหมายระหว่างประเทศก็ยังเป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศและสามารถมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น มีอำนาจเหนือดินแดนแห่งรัฐของตน และมีหน้าที่ต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น ไม่ใช้กำลังรุกรานรัฐอื่น เพียงแต่ว่าขอบเขตของความการใช้สิทธิของรัฐที่ได้รับการรับรองย่อมมีมากกว่ารัฐที่ไม่ได้การรับรอง เช่น การเข้าทำสนธิสัญญา การเรียกร้องในทางระหว่างประเทศ เป็นต้น เพราะในสายตาของรัฐที่ไม่ได้ให้การรับรองนั้นถือว่า รัฐซึ่งไม่ได้การรับรองนั้นไม่เป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จะมีสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศได้ ต่อมาในส่วนผลของการรับรองรัฐตามกฎหมายภายในนั้น จะเห็นได้ชัดเจนเมื่อรัฐที่ให้การรับรองรัฐอื่นต้องยอมให้ สิทธิต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความคุ้มกันและเอกสิทธิต่างๆ ที่รัฐซึ่งได้การรับรองนั้นมีตามกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น รัฐที่ได้รับการรับรองย่อมสามารถอ้างความคุ้มกันอธิปไตย จากเขตอำนาจตุลาการ และบริหารของรัฐที่ให้การรับรอง หรือสามารถเป็นโจทก์ในศาลภายในของรัฐซึ่งให้การรับรองได้ หรือในเรื่องกฎหมายขัดกัน เป็นต้น ในทางกลับกันหากรัฐที่ไม่ได้รับการรับรองจากรัฐอื่นย่อมไม่สามารถในการใช้สิทธิตามที่กล่าวข้างต้นได้เลย ดังนั้น การที่ปาเลสไตน์จะได้รับรองเป็นรัฐจากรัฐอื่นๆย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะจะทำให้ปาเลสไตน์มีความสามารถในการใช้สิทธิต่างๆตามกฎหมายระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นทัดเทียมกันกับนานาประเทศที่ได้รับการรับรองมาก่อนแล้วเช่นกัน
และเมื่อได้เป็นรัฐสมาชิกอย่างเต็มตัวของสหประชาชาติ ก็จะมีโอกาสเข้าเป็นภาคีในหน่วยงานต่างๆ ของยูเอ็น และได้เข้าเป็นภาคีในสนธิสัญญาต่างๆ ถ้าดินแดนปาเลสไตน์ได้รับการรับรองว่าเป็นรัฐ ปาเลสไตน์ก็จะสามารถฟ้องร้องอิสราเอลในศาลอาญาระหว่างประเทศได้ เช่น กรณีอิสราเอลปิดกั้นฉนวนกาซา, กรณีการสร้างนิคมชาวยิว, กรณีอิสราเอลทำสงครามโจมตีกลุ่มฮามาสในกาซาเมื่อสองปีก่อน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มน้ำหนักของปาเลสไตน์ในการเจรจากับอิสราเอล เพราะต่างก็เป็นรัฐที่มีอธิปไตยเท่าเทียมกัน
โดยล่าสุดนี้ปาเลสไตน์จะทำการยื่นหนังสือสมัครเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์ ขององค์การสหประชาชาติอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 กันยายน 2554 โดยยึดหลักเขตแดนก่อนสูญเสียดินแดนให้กับอิสราเอลใน “สงครามหกวัน” ปี 1967 โดย UN นั้นมอบสถานภาพ “องค์กรสังเกตการณ์” (observer entity) ให้กับปาเลสไตน์ ตั้งแต่ปี 1974 และหากคำร้องขอเป็น “สมาชิกโดยสมบูรณ์” ถูกขัดขวางในคณะมนตรีความมั่นคง ปาเลสไตน์ก็ระบุว่า จะเสนอต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่ ให้อนุมัติการยกระดับสถานภาพจากองค์กรสังเกตการณ์เป็น “รัฐสังเกตการณ์” (observer state) ที่ไม่ใช่สมาชิก
องค์ประกอบของความเป็นรัฐของปาเลสไตน์
ตามอนุสัญญามอนเตวิเดโอว่าด้วยสิทธิและหน้าที่ของรัฐ (The Montevideo Convention on the Rights and Duties of State) ค.ศ. 1933 มาตรา 1 ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของรัฐเพื่อวัตถุประสงค์ในกฎหมายระหว่างประเทศว่า รัฐประกอบด้วย ประชากรที่อยู่รวมกันอย่างถาวร ดินแดนที่กำหนดได้อย่างแน่ชัด รัฐบาลบริหารประเทศ ความสามารถที่สถาปนาความสัมพันธ์กับต่างรัฐได้ (อำนาจอธิปไตย)
รัฐมีประชากร คือ รัฐจะต้องมีประชากรในลักษณะถาวรมิฉะนั้นจะไม่สามารถเป็นรัฐได้ โดยจำนวนประชากรไม่มีกำหนดแน่นอนตายตัว จะมีพลเมืองมากหรือน้อยเท่าใดก็ได้ แต่ต้องมีจำนวนมากพอที่จะสามารถดำรงความเป็นอยู่ได้ด้วยตนเอง
รัฐมีดินแดน คือ รัฐนั้นต้องมีดินแดนให้ประชาชนได้อยู่อาศัย โดยมิได้กำหนดว่าดินแดนต้องมีขอบเขตเพียงใด และดินแดนที่ว่านี้ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นดินแดนที่มีความแน่นอนชัดเจนทั้งหมด ซึ่งดินแดนบางส่วนอาจจะยังไม่สามารถหาข้อยุติทางทางเขตแดนได้ เช่น ในกรณีอิสราเอล แต่อย่างน้อยต้องมีดินแดนที่ให้ประชากรอยู่อาศัยและให้รัฐบาลสามารถใช้อำนาจเหนือดินแดนดังกล่าวได้
รัฐมีรัฐบาล คือ รัฐจะเป็นรัฐเมื่อมีรัฐบาลในการบริหารประเทศได้โดยไม่ต้องพึ่งรัฐอื่น แต่ก็ไม่จำเป็นว่ารัฐบาลนั้นต้องปกครองได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือแม้ภายหลังจะสูญเสียอำนาจการปกครองไปโดยไม่มีรัฐบาลในการบริหารประเทศเพราะเกิดสงครามกลางเมือง หรือถูกรัฐอื่นเข้ายึดครองดินแดน
รัฐมีความสามารถในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ เป็นองค์ประกอบที่บ่งบอกถึงการมีสถานภาพบุคคลในทางระหว่างประเทศ ซึ่งจะหมายถึงรัฐนั้นมีเอกราช โดยรัฐนั้นจะมีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวไม่มีรัฐอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยว
เมื่อมาวิเคราะห์ลักษณะของปาเลสไตน์ โดยดูจากองค์ประกอบของรัฐ ซึ่งพบว่าปาเลสไตน์นั้นมีเนื้อที่ 10,429 ตารางไมล์ ถูกแบ่งไปเป็นประเทศอิสราเอลเสีย 7,993 ตารางไมล์ ส่วนหนึ่งมาเป็นประเทศจอร์แดน และอีกส่วนหนึ่งซึ่งเรียกว่าฉนวนกาซา อยู่ใต้การครอบครองของอียิปต์ เมื่อ ค.ศ. 1949 (เวลานี้ เขตดังกล่าวอยู่ภายใต้การยึดครองของอิสราเอลหลังจากสงครามในเดือนมิถุนายน ค.ศ.1967) เป็นเวลากว่าหนึ่งพันปีมาแล้วที่ปาเลสไตน์ได้กลายเป็นดินแดนส่วนหนึ่ง อยู่ร่วมกับประชาชนที่พูดภาษา อาหรับ ได้แก่จอร์แดน, ซีเรีย, เลบานอน, อิรัก, ซาอุดีอาระเบีย, เยเมน และอียิปต์ ซึ่งรวมเรียกว่าตะวันออกกลาง ส่วนจำนวนประชากรจากการสำรวจของ Palestinian Central Bureau of Statistics (PCBS) รายงานว่า จำนวนประชากรชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ทั้งในเวสต์แบงค์ และฉนวนกาซารวมกันประมาณ 4,050,000 คน แยกเป็นชาวปาเลสไตน์ที่อาศัยอยู่ในเขตเวสต์แบงค์ 2,510,000 คน และอาศัยอยู่ในฉนวนกาซา 1,540,000 คน เป็นชาย 2,060,000 คน หญิง 1,990,000 คน การเปิดเผยของ PCBS มีขึ้นก่อนหน้าการจัดงานวันประชากรโลกที่จะมีขึ้น เมืองเฮบบรอนเป็นเมืองที่มีชาวปาเลสไตน์อาศัยอยู่อย่างหนาแน่นที่สุดในเขตเวสต์แบงค์ คือ 600,000 คน ในฉนวนกาซามีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นในพื้นที่บริเวณชายทะเล คือ 535,000 คน ปาเลสไตน์เป็นหน่วยการปกครองทางภูมิศาสตร์การเมืองที่ประกาศเอกราช แต่ขาดการรับรองในระดับนานาชาติหรือได้รับการรับรองจากรัฐเอกราชเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้น มีประมุขแห่งรัฐ ได้แก่ ประธานาธิบดีมาห์มุด อับบาส และหัวหน้ารัฐบาล นายกรัฐมนตรีซาลัม ไฟยัด แต่ปัญหาที่สำคัญของปาเลสไตน์ตอนนี้คือ ข้อพิพาทเรื่องดินแดนที่มีปัญหาในการมีอำนาจปกครองของปาเลสไตน์ได้ถูกชาวยิวบุกรุกและยึดครองเข้าไปตั้งถิ่นฐาน ทำให้ปาเลสไตน์ไม่มีอำนาจเหนือเยรูซาเล็มตะวันออกเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากรัฐต้องมีอำนาจปกครองดินแดนของตนเองแต่ปาเลสไตน์ขาดอำนาจในส่วนนี้ไป แต่อย่างไรก็ตามปาเลสไตน์เองนั้นก็ยังมีดินแดนส่วนอื่นที่สามารถทำการปกครองบริหารได้ รวมทั้งมีประชากรที่อาศัยอยู่อย่างถาวรในบริเวณเขตเวสต์แบงค์ ซึ่งอยู่ในความดูแลของปาเลสไตน์ ทั้งยังเป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาของชาวมุสลิมในปาเลสไตน์อีกด้วย ดังนั้นจะเห็นได้ว่าปาเลสไตน์มีองค์ประกอบของความเป็นรัฐครบถ้วนเพียงพอที่จะเป็นรัฐแล้ว เพียงแต่เป็นการประกาศตนเป็นรัฐของปาเลสไตน์เพียงฝ่ายเดียว ซึ่งถึงแม้ปัจจุบันจะมีความสามารถติดต่อหรือแสดงความสัมพันธ์กับต่างประเทศได้ เช่นล่าสุดปาเลสไตน์ก็สามารถเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกซึ่งประเทศไทยเองก็เป็นทีมแรกที่ได้เข้าไปเล่นในดินแดนปาเลสไตน์ในฐานะทีมเยือน แต่นั่นก็ยังไม่มีเพียงพอหรือทัดเทียมเท่ากับรัฐอื่นๆ ในโลกโดยเฉพาะรัฐที่มีสถานภาพเป็นสมาชิกที่สมบูรณ์ในองค์กรสหประชาชาติ ทำให้ปาเลสไตน์ยังคงต้องดำเนินการเรียกร้องเพื่อที่จะยกระดับสถานภาพตนให้ทัดเทียมกับสมาชิกองค์กรสหประชาชาติอื่นๆ โดยเฉพาะการที่จะสามารถมีสิทธิ์มีเสียงเพื่อต่อรองในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างตนกับอิสราเอลผ่านองค์การระหว่างประเทศอย่างองค์การสหประชาติอีกด้วย เพราะในปัจจุบันถึงแม้ปาเลสไตน์มีสิทธิ์เข้าร่วมการอภิปรายของสมัชชาใหญ่ แต่ก็ไม่มีสิทธิ์โหวตสนับสนุนหรือคัดค้านมติใดๆนั่นเอง