เหตุการณ์ในปัจจุบันกรณีปาเลสไตน์ร้องขอการรับรองรัฐ

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์เป็นปัญหาในตะวันออกกลางที่ทั่วโลกต่างก็ให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นปัญหาที่มีมานานแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้ หรือไม่มีทีท่าว่าจะเกิดสันติสุขในดินแดนนี้ สงครามใหญ่หลายครั้งในคาบสมุทรอาหรับในอดีตก็มักมีต้นตอความขัดแย้งมาจากสองรัฐนี้ ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์นั้นบ่อยครั้งที่เกิดการใช้ความรุนแรงและใช้กำลังทหารในการตัดสินปัญหา ซึ่งก่อให้เกิดสงครามขนาดย่อมตามมาอยู่เรื่อยไปส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวปาเลสไตน์ที่ดูแล้วน่าจะได้รับผลกระทบมากกว่าจากความอ่อนแอของทั้งอำนาจทางทหารหรือในเวทีทางการทูต ซึ่งเมื่อเทียบกับอิสราเอลซึ่งมีความเป็นรัฐสมบูรณ์และได้รับการยอมรับมากกว่า รวมไปการเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติทำให้ อิสราเอลดูจะได้เปรียบอย่างมาก ซึ่งปัญหานี้ก็มิได้จะมีแต่การใช้กำลังทหาร เวทีเจรจาก็เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งเช่นในครั้งที่ทำให้เกิดข้อตกลงออสโล ที่ทำให้เกิดองค์การบริหารปาเลสไตน์และการวางแนวทางแก้ไขข้อพิพาทเรื่องดินแดน ก็ทำให้เกิดสันติภาพได้ระยะหนึ่ง แต่แล้วการเจรจาครั้งนั้นก็มิได้แสดงให้เห็นถึงการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิผลในระยะยาว โดยล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว (ค.ศ 2010) อิสราเอลนั้นได้ดำเนินแผนการขยายนิคมชาวยิว ทำให้การเจรจาแก้ปัญหาแบบทวิภาคีของอิสราเอลและปาเลสไตน์สิ้นสุดลงโดยไม่มีการหารือต่อมาในปัจจุบัน อีกทั้งกลุ่มสี่ฝ่ายในเรื่องปัญหาตะวันออกกลางซึ่งประกอบไปด้วยสหรัฐอเมริกา รัสเซีย สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ นั้นก็ไม่สามารถเจรจาหารือกันเพื่อที่จะหาทางออกให้แก่ทั้งปาเลสไตน์และอิสราเอลได้ ทำให้การเจรจาเพื่อสันติภาพต่างๆ หยุดชะงักลง ทำให้ปาเลสไตน์มองว่าการเจรจาระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล ซึ่งดำเนินมานานแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้าใดที่จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างชัดเจน ทำให้ อับบาส ประธานาธิบดีของปาเลสไตน์นั้น เริ่มหันมาดำเนินนโยบายทางการทูตในเชิงรุก โดยจะขอให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอนุมัติการให้สมาชิกภาพแก่รัฐปาเลสไตน์ ผ่านการสนับสนุนของประชาชนภายในประเทศและประชาชนชาวปาเลสไตน์ทั่วทุกมุมโลก ดังเช่นตอนที่เกิดองค์กรไซออนของชาวยิวที่เรียกร้องรัฐอิสราเอล โดยปาเลสไตน์มองว่าการเจรจาระดับทวิภาคีกับอิสราเอลที่มีสหรัฐอเมริกาคอยให้การสนับสนุนอยู่ในช่วงที่ผ่านมาล้มเหลวมาตลอด ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องหันมาใช้วิธีนี้นั่นเอง ซึ่งการเข้ายื่นเรื่องขอเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติในครั้งนี้ หากปาเลสไตน์ได้รับการยอมรับก็จะได้เป็นสมาชิกในลำดับที่ 194 และหากไม่ได้เป็นสมาชิกที่สมบูรณ์เพราะการวีโต้จากสหรัฐอเมริกา ปาเลสไตน์ก็เตรียมที่จะยื่นรอเป็นรัฐผู้สังเกตการณ์นอกสมาชิกภาพซึ่งปาเลสไตน์ค่อนข้างแน่ใจว่าจะได้รับสถานะนี้เพราะประเทศส่วนใหญ่ที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติให้การสนับสนุนซึ่งจะทำให้ปาเลสไตน์จะได้เป็นรัฐ โดยผ่านการรับรองจากของเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสมาชิกสหประชาชาติ แม้ว่ายังไม่ได้เป็นสมาชิกอย่างเต็มตัวก็ตาม

ความคิดเห็นจากประเทศต่างๆที่น่าสนใจ

สหรัฐอเมริกา ยืนยันอย่างแน่ชัดว่าจะใช้สิทธิ์ในฐานะสมาชิกถาวรออกเสียงยับยั้งข้อมติใดๆ ที่สนับสนุนปาเลสไตน์อย่างแน่นอน และยังกล่าวอีกว่าไม่มีประโยชน์ที่ปาเลสไตน์จะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและนี่ไม่ใช่หนทางที่จะนำไปสู่เอกราชสำหรับรัฐปาเลสไตน์
สหภาพยุโรป ชาติมหาอำนาจในยุโรปอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส ยังคงไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนในเรื่องนี้ โดยกล่าวว่าถ้าประเทศตนเห็นว่าการเจรจาไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ ก็อาจจะให้การสนับสนุนปาเลสไตน์ ส่วนเยอรมันและอิตาลีนั้นแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนปาเลสไตน์ ทางด้านประเทศแถบสแกนดิเนเวียอย่างนอร์เวย์และสวีเดนกล่าวว่าอาจให้การรับรองการตั้งรัฐปาเลสไตน์ หากไม่มีความคืบหน้าในการเจรจายุติความขัดแย้งกับอิสราเอล
รัสเซีย ยังคงประกาศยืนยันการรับรองรัฐปาเลสไตน์ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเคยให้การรับรองมาตั้งแต่สมัยเป็นสหภาพโซเวียต และเห็นได้ชัดจากการที่เคยให้การสนับสนุนชาติอาหรับในการทำสงครามในตะวันออกกลางในช่วงสงครามเย็น โดยรัสเซียในปัจจุบันพยายามที่จะรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่ประสบภาวะชะงักงัน
ละตินอเมริกา กลุ่มประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเวทีโลกอย่างบราซิล อาเจนติน่า ชิลี ต่างก็ประกาศให้การรับรองปาเลสไตน์ในฐานะรัฐ ซึ่งบราซิลเองก็มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเรียกร้องอีกทั้งยังมีอำนาจในการต่อรองสูงและเป็นผู้นำในภูมิภาคเนื่องจากเป็นประเทศที่ถูกคาดว่าจะสามารถก้าวเป็นมหาอำนาจได้หรือกลุ่ม BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน)
เอเชีย อินเดียและจีนในฐานะมหาอำนาจในเอเชียนั้นได้ประกาศให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการแล้ว ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชาติมุสลิมที่สำคัญอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไนก็ได้ออกมาเรียกร้องให้ชาติต่างๆ ในอาเซียนให้การสนับสนุนปาเลสไตน์เช่นกัน
สันนิบาติอาหรับ ชาติอาหรับต่างให้การสนับสนุนปาเลสไตน์เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัยเนื่องมาจากความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนานต่ออิสราเอลและชาติตะวันตกยังคงมีอยู่ โดยมีผู้นำอย่างซาอุดีอาระเบียในการเรียกร้องให้สหประชาชาติยอมรับคำขอเป็นสมาชิกเต็มตัวของปาเลสไตน์ และให้การรับรองปาเลสไตน์ว่าเป็นรัฐเอกราช
กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM) มีท่าทีสนับสนุนความเป็นชาติของปาเลสไตน์ซึ่งทำให้ปาเลสไตน์ได้ฐานเสียงจากสมาชิกกลุ่มนี้ในเวทีสหประชาชาติเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ประเทศไทย ในปัจจุบันยังคงไม่มีการตัดสินใจที่แน่ชัดจากรัฐบาล แต่ในความจริงแล้วต้องยอมรับว่าประเทศไทยไม่สามารถทำอะไรได้มากมายนัก เนื่องจากความช่วยเหลือในหลายๆด้านที่อิสราเอลให้แก่ไทยมีมากพอสมควร โดยเฉพาะทางด้านความมั่นคงและการพัฒนาเกษตรกรรม รวมทั้งแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในอิสราเอลก็มีอยู่มาก ทำให้ประเทศไทยซึ่งเป็นมิตรกับทั้งสองคู่ขัดแย้ง ยังคงไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนในเรื่องนี้ได้

สันติภาพและความขัดแย้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

การที่สหรัฐอเมริกาประกาศอย่างแน่ชัดที่จะขัดขวางและจะใช้สิทธิ์ในฐานะสมาชิกถาวรออกเสียงยับยั้งข้อมติใดๆ ที่สนับสนุนปาเลสไตน์อย่างแน่นอนนั้น จะทำให้เกิดความรู้สึกต่อต้านสหรัฐอเมริกา ในหมู่ประเทศตะวันออกกลางยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งก็มีความขัดแย้งดั้งเดิมอยู่แล้วโดยเฉพาะความขัดแย้งทางศาสนา และการที่กลุ่มประเทศอาหรับมองว่าสหรัฐนั้นเป็นผู้ร้ายที่คอยเข้ามาหาผลประโยชน์ในตะวันออกกลางมาตั้งแต่อดีต ซึ่งเป็นเหตุสำคัญในสงครามที่สหรัฐเรียกว่าสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ที่ยังไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าสงครามนี้ยุติลงไปแล้วหรือยัง ดังนั้นการวีโต้ของสหรัฐอเมริกาอาจจะเป็นชนวนที่จะทำให้ปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ทำให้สามารถมองได้ว่าการยื่นเรื่องของปาเลสไตน์ในครั้งนี้อาจจะยิ่งทำให้ก่อให้เกิดความตึงเครียดในประชาคมโลกระหว่างผู้ให้การสนับสนุนและไม่ให้การสนับสนุนอีกด้วย

*เพิ่มเติม ล่าสุดวันที่ 2 ตุลาคม 2554 สหรัฐอเมริการะงับการอนุมัติเงินช่วยเหลือมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ให้แก่ปาเลสไตน์ เพื่อตอบโต้ต่อกรณีความต้องการเป็นรัฐปาเลสไตน์โดยระบุว่า เงินช่วยเหลือดังกล่าวจะถูกระงับจนกว่าปาเลสไตน์จะเพิกเฉยการยื่นประเด็นดังกล่าวต่อประชาคมโลก อย่างไรก็ตามซึ่งปาเลสไตน์ยังคืนยืนยันที่จะทำสงครามทางการทูตกับสหรัฐต่อไป

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

*

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>