<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>IzpiriT&#039;s BLOG</title>
	<atom:link href="http://www.izpirit.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.izpirit.com</link>
	<description>SATTAWAT [FiRST] SONGLUCK</description>
	<lastBuildDate>Mon, 28 Jun 2010 18:59:25 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.0.1</generator>
		<item>
		<title>ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม</title>
		<link>http://www.izpirit.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a1.html</link>
		<comments>http://www.izpirit.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a1.html#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 28 Jun 2010 18:54:28 +0000</pubDate>
		<dc:creator>IzpiriT</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาธิปไตย]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐสวัสดิการ]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมนิยม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.izpirit.com/?p=215</guid>
		<description><![CDATA[ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม เป็นอีกหนึ่งแนวคิดทางการเมืองที่เน้น ให้รัฐมีบทบาทสำคัญในการจัดการสวัสดิการ สร้างความเป็นธรรมในสังคมเน้นการปฏิรูปโดยไม่ใช้ความรุนแรง และถึงแม้รัฐจะมีบทบาทมากเพียงใด สังคมก็ยังคงไว้ซึ่งประชาธิปไตยทางการเมือง แนวคิดประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมนั้นคงจะเกิดขึ้นได้ยากได้สังคมไทย เนื่องจากสังคมไทยมีความล้าหลังผสมอนุรักษ์นิยม และมีการลดบทบาทของรัฐตามหลักเสรีนิยม อำนาจผูกขาดโดยชนชั้นนำ ดังนั้นเราจะต้องมีการส่งเสริมกลุ่มการเมืองภาคประชาชนทุกชนชั้น และทุกสาขาอาชีพให้เข้มแข็ง เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปสังคมที่ไม่เป็นธรรม แก้ไขความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เพิ่มสวัสดิการและดูแลจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม เป็นอีกหนึ่งแนวคิดทางการเมืองที่เน้น ให้รัฐมีบทบาทสำคัญในการจัดการสวัสดิการ สร้างความเป็นธรรมในสังคมเน้นการปฏิรูปโดยไม่ใช้ความรุนแรง และถึงแม้รัฐจะมีบทบาทมากเพียงใด สังคมก็ยังคงไว้ซึ่งประชาธิปไตยทางการเมือง แนวคิดประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมนั้นคงจะเกิดขึ้นได้ยากได้สังคมไทย เนื่องจากสังคมไทยมีความล้าหลังผสมอนุรักษ์นิยม และมีการลดบทบาทของรัฐตามหลักเสรีนิยม อำนาจผูกขาดโดยชนชั้นนำ ดังนั้นเราจะต้องมีการส่งเสริมกลุ่มการเมืองภาคประชาชนทุกชนชั้น และทุกสาขาอาชีพให้เข้มแข็ง เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปสังคมที่ไม่เป็นธรรม แก้ไขความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ เพิ่มสวัสดิการและดูแลจัดการสิ่งแวดล้อม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.izpirit.com/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%98%e0%b8%b4%e0%b8%9b%e0%b9%84%e0%b8%95%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a1.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ความขัดแย้งระหว่างทิเบตและจีน</title>
		<link>http://www.izpirit.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99.html</link>
		<comments>http://www.izpirit.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99.html#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 13 Feb 2010 08:36:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>IzpiriT</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[จีน]]></category>
		<category><![CDATA[ดาไลลามะ]]></category>
		<category><![CDATA[ทิเบต]]></category>
		<category><![CDATA[ลาซา]]></category>
		<category><![CDATA[สิทธิมนุษยชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.izpirit.com/?p=190</guid>
		<description><![CDATA[ประวัติศาสตร์เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างทิเบตและจีน ในอดีตทิเบตเป็นดินแดนอิสระ แต่เป็นดินแดนที่ค่อนข้างอ่อนแอ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยึดมั่นศรัทธาในศาสนา ทำให้ดินเดนแห่งนี้มีการสร้างกองกำลังทหารเพื่อรุกรานหรือป้องกันตนเองจากประเทศเพื่อนบ้านน้อยมาก ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ที่เป็นชายก็จะบวชเป็นลามะ อีกทั้งผู้นำสูงสุดซึ่งคือองค์ดาไลลามะ ก็เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและศาสนาของชาติ ทำให้เมื่อมีการรุกรานจากประเทศต่างๆ จึงมีอำนาจในการต่อรองน้อยมาก จึงต้องพึ่งพิงประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรกับตนในขณะนั้นอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นในประวัติศาสตร์ทิเบตเราจะเห็นได้ว่ามีการตกอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศใกล้เคียง หรือได้รับความช่วยเหลือ สนับสนุน อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งมีเพียงบางช่วงเวลา บางยุคสมัยเท่านั้นที่ทิเบต จะอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างแข็งแกร่งและ มีอำนาจเหนือดินแดนบริเวณใกล้เคียง ในปัจจุบันทิเบตได้ชื่อว่าเป็นเขตปกครองพิเศษของประเทศจีน ซึ่งจีนนั้นถือว่าทิเบตเป็นส่วนหนึ่งของจีน ในยุคหลังนั้นเมื่อจีนสามารถรวมประเทศสำเร็จแล้วจึงหันมาสนใจกับดินแดนต่างๆ ภายในประเทศซึ่งทิเบตก็เป็นส่วนหนึ่งที่จีนคิดว่าต้องเข้ามาจัดการให้เรียบร้อย ทำให้จีนได้ส่งกองกำลังทหารเข้ามาควบคุมดินแดนแห่งนี้และเกิด “ข้อตกลง 17 ข้อ สำหรับอิสรภาพอันสงบสุขของทิเบตขึ้น” ซึ่งสนธิสัญญาฉบับนี้ค่อนข้างเป็นไปโดยการบังคับจากจีนที่ใช้กำลังทหารข่มขู่ให้ทิเบตยอมรับในข้อตกลงดังกล่าว ทำให้ประชาชนชาวทิเบตเกิดความไม่พอใจและก่อการจลาจลมากขึ้น เนื่องจากจีนได้ใช้กำลังเข้าปราบปรามการชุมนุมต่างๆ ที่ต้องการเรียกร้องเอกราช อีกทั้งทหารจีนที่เข้ามายังกดขี่ข่มเหงชาวทิเบตรวมถึงการทำลายอาคารทางศาสนา การจำคุกพระภิกษุและผู้นำชุมชนที่สำคัญของชาวทิเบต ซึ่งการยึดครองทิเบตของจีนยังมีการพยายามทำลายความเป็นหนึ่งเดียวของชาวทิเบตอย่างเป็นระบบ ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้องค์ดาไลลามะเอง ซึ่งเป็นผู้นำของชาวทิเบตต้องอพยพไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นนอกดินแดนของตนเองในประเทศเพื่อนบ้านที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกันอย่างอินเดีย ถึงแม้ชาวทิเบตจะต้องผ่านกับสภาวะที่ถูกกดขี่อย่างหนักหน่วงและถูกทำลายล้างอย่างโหดร้ายทารุณ ชาวทิเบตก็ยังคงมีความหวังและไม่ยอมจำนนจนถึงในปัจจุบันก็เกิดการต่อต้านการปกครองของรัฐบาลจีนจากประชาชนชาวทิเบตอยู่บ่อยครั้งเพื่อแสดงออกให้สังคมโลกได้เห็นความเป็นไปในทิเบต ทิเบตนั้นเคยใช้ช่วยเวลาที่จีนเกิดปัญหาสุญญากาศทางการเมืองประกาศความเป็นเอกราชของดินแดนตนและมีการขับไล่ชาวจีนออกนอกประเทศ และมีการบังคับให้ผู้ปกครองจีนลงนามในข้อตกลงสามข้อเพื่อยอมรับว่าอำนาจปกครองทิเบตของจีนได้สิ้นสุดลง ซึ่งในขณะที่ประเทศจีนเกิดความวุ่นวายจากสงครามประชาชนและสงครามต่อต้านญี่ปุ่นแต่ไม่เคยประกาศสละสิทธิ์เหนือดินแดนทิเบต และเมื่อกองทัพปลดแอกประชาชนจีนยึดครองประเทศได้ ขับไล่รัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งไปไต้หวัน ซึ่งในช่วงแรกพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งนำโดย เหมา เจ๋อตุง ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงในทิเบตมากนักเมื่อขึ้นครองอำนาจในช่วงแรก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2493 กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนจึงเข้าสู่เขตชัมโดของทิเบตและปราบปราม การต่อต้านของทิเบตได้สำเร็จ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #3399ff;">ประวัติศาสตร์เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างทิเบตและจีน</span></p>
<p>ในอดีตทิเบตเป็นดินแดนอิสระ แต่เป็นดินแดนที่ค่อนข้างอ่อนแอ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ยึดมั่นศรัทธาในศาสนา ทำให้ดินเดนแห่งนี้มีการสร้างกองกำลังทหารเพื่อรุกรานหรือป้องกันตนเองจากประเทศเพื่อนบ้านน้อยมาก ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ที่เป็นชายก็จะบวชเป็นลามะ อีกทั้งผู้นำสูงสุดซึ่งคือองค์ดาไลลามะ ก็เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและศาสนาของชาติ ทำให้เมื่อมีการรุกรานจากประเทศต่างๆ จึงมีอำนาจในการต่อรองน้อยมาก จึงต้องพึ่งพิงประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นมิตรกับตนในขณะนั้นอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นในประวัติศาสตร์ทิเบตเราจะเห็นได้ว่ามีการตกอยู่ภายใต้การปกครองของประเทศใกล้เคียง หรือได้รับความช่วยเหลือ สนับสนุน อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งมีเพียงบางช่วงเวลา บางยุคสมัยเท่านั้นที่ทิเบต จะอยู่ได้ด้วยตนเองอย่างแข็งแกร่งและ มีอำนาจเหนือดินแดนบริเวณใกล้เคียง</p>
<p>ในปัจจุบันทิเบตได้ชื่อว่าเป็นเขตปกครองพิเศษของประเทศจีน ซึ่งจีนนั้นถือว่าทิเบตเป็นส่วนหนึ่งของจีน ในยุคหลังนั้นเมื่อจีนสามารถรวมประเทศสำเร็จแล้วจึงหันมาสนใจกับดินแดนต่างๆ ภายในประเทศซึ่งทิเบตก็เป็นส่วนหนึ่งที่จีนคิดว่าต้องเข้ามาจัดการให้เรียบร้อย ทำให้จีนได้ส่งกองกำลังทหารเข้ามาควบคุมดินแดนแห่งนี้และเกิด “ข้อตกลง 17 ข้อ สำหรับอิสรภาพอันสงบสุขของทิเบตขึ้น” ซึ่งสนธิสัญญาฉบับนี้ค่อนข้างเป็นไปโดยการบังคับจากจีนที่ใช้กำลังทหารข่มขู่ให้ทิเบตยอมรับในข้อตกลงดังกล่าว ทำให้ประชาชนชาวทิเบตเกิดความไม่พอใจและก่อการจลาจลมากขึ้น เนื่องจากจีนได้ใช้กำลังเข้าปราบปรามการชุมนุมต่างๆ ที่ต้องการเรียกร้องเอกราช อีกทั้งทหารจีนที่เข้ามายังกดขี่ข่มเหงชาวทิเบตรวมถึงการทำลายอาคารทางศาสนา การจำคุกพระภิกษุและผู้นำชุมชนที่สำคัญของชาวทิเบต ซึ่งการยึดครองทิเบตของจีนยังมีการพยายามทำลายความเป็นหนึ่งเดียวของชาวทิเบตอย่างเป็นระบบ ทำให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้องค์ดาไลลามะเอง ซึ่งเป็นผู้นำของชาวทิเบตต้องอพยพไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นนอกดินแดนของตนเองในประเทศเพื่อนบ้านที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกันอย่างอินเดีย ถึงแม้ชาวทิเบตจะต้องผ่านกับสภาวะที่ถูกกดขี่อย่างหนักหน่วงและถูกทำลายล้างอย่างโหดร้ายทารุณ ชาวทิเบตก็ยังคงมีความหวังและไม่ยอมจำนนจนถึงในปัจจุบันก็เกิดการต่อต้านการปกครองของรัฐบาลจีนจากประชาชนชาวทิเบตอยู่บ่อยครั้งเพื่อแสดงออกให้สังคมโลกได้เห็นความเป็นไปในทิเบต</p>
<p>ทิเบตนั้นเคยใช้ช่วยเวลาที่จีนเกิดปัญหาสุญญากาศทางการเมืองประกาศความเป็นเอกราชของดินแดนตนและมีการขับไล่ชาวจีนออกนอกประเทศ และมีการบังคับให้ผู้ปกครองจีนลงนามในข้อตกลงสามข้อเพื่อยอมรับว่าอำนาจปกครองทิเบตของจีนได้สิ้นสุดลง ซึ่งในขณะที่ประเทศจีนเกิดความวุ่นวายจากสงครามประชาชนและสงครามต่อต้านญี่ปุ่นแต่ไม่เคยประกาศสละสิทธิ์เหนือดินแดนทิเบต และเมื่อกองทัพปลดแอกประชาชนจีนยึดครองประเทศได้ ขับไล่รัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋งไปไต้หวัน ซึ่งในช่วงแรกพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งนำโดย เหมา เจ๋อตุง ไม่ได้เข้าไปแทรกแซงในทิเบตมากนักเมื่อขึ้นครองอำนาจในช่วงแรก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2493 กองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนจึงเข้าสู่เขตชัมโดของทิเบตและปราบปราม การต่อต้านของทิเบตได้สำเร็จ ปี พ.ศ. 2494 รัฐบาลจีนเสนอข้อตกลง 17 ข้อให้ทิเบต เพื่อให้การยอมรับว่าจีนมอำนาจเหนือทิเบต ซึ่งเป็นการระบุว่าทิเบตเป็นส่วนหนึ่งของจีน ซึ่งทำให้จีนเริ่มเข้ามาปฏิรูปสังคมตามแบบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ในทิเบต ทำให้ประชาชนชาวทิเบตไม่พอใจและเกิดการต่อต้านมากขึ้นเป็นขบวนการซึ่งในช่วงแรกได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา จีนจึงส่งกองกำลังทหารเข้าปราบปรามและยึดครองเมืองลาซา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของทิเบต ทำให้องค์ดาไลลามะเสด็จลี้ภัยไปอินเดีย จีนจึงแต่งตั้งเชนลามะเป็นผู้นำของรัฐบาลทิเบตแทน และในปี พ.ศ. 2508 จีนได้จัดให้ดินแดนทิเบตที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองของดาไลลามะเป็นเขตปกครองตนเองทิเบต มีผู้นำเป็นชาวทิเบตอยู่ภายใต้การควบคุมของชาวจีนที่เป็นตัวแทนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนอีกต่อหนึ่ง การแสดงออกทางวัฒนธรรมของทิเบตถูกจำกัดในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม ต่อมาเมื่อจีนมีการปฏิรูปเศรษฐกิจ การควบคุมทางวัฒนธรรมและศาสนาได้ผ่อนคลายลง อนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้าไปในทิเบตได้</p>
<p><span style="color: #3399ff;">วิเคราะห์เหตุการณ์ทางการเมืองของเหตุการณ์ความขัดแย้งของทิเบตและจีน</span></p>
<p>ครั้งหนึ่งอังกฤษเคยมีความพยายามจะยึดครองดินแดนทิเบต ซึ่งกองทัพของอังกฤษก็สามารถมีชัยชนะเหนือรัฐบาลทิเบตได้อย่างไม่ยากนัก ซึ่งในครั้งนั้นอังกฤษได้มีการลงนามสัญญาระหว่าง อังกฤษ-จีน-ทิเบต ซึ่งมีแถลงการณ์อย่างชัดเจนว่า “อังกฤษรับรองความเป็นเจ้าเหนือดินแดนทิเบตของจีน” จะเห็นได้ว่าถึงแม้ช่วงที่จีนเองประสบปัญหาทางการเมืองภายในประเทศนั้น รัฐบาลจีนเองก็ไม่เคยยอมรับเอกราชของทิเบตและยังคงประกาศว่า ทิเบตเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของจีน พร้อมกับได้พยายามส่งกองทหารไปฟื้นฟูอำนาจปกครองเหนือทิเบตโดยตลอด เป็นเหตุให้องค์ดาไลลามะ เสด็จลี้ภัยไปตั้งรัฐบาลท้องถิ่นอยู่ในประเทศอินเดีย และเคลื่อนไหวเรียกร้องอิสรภาพให้กับทิเบต</p>
<p>อย่างไรก็ตามไม่มีประเทศใดให้การรับรองความเป็นเอกราชของทิเบต หรือกล่าวว่า จีนละเมิดอธิปไตยทิเบต ข้อเรียกร้องที่นานาประเทศกล่าวหาต่อจีนก็เป็นเพียงประเด็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเท่านั้น ทำให้ในช่วงหลังเมื่อไม่มีการสนับสนุนจากนานประเทศมากนัก ชาวทิเบตจึงยุติขบวนการต่อสู้เพื่อเอกราชทิเบต การเคลื่อนไหวของชาวทิเบต จึงเน้นที่การเคลื่อนไหว อย่างสันติ เพื่อรักษาวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของตน อย่างไรก็ตามประเด็นเรื่องเอกราชก็ยังฝังรากอยู่ในสำนึกของพวกเขา ซึ่งล่าสุดการเดินขบวนเรียกร้องเอกราชอย่างสันติเกิดขึ้นในช่วงการจัดงานโอลิมปิก ทำให้รัฐบาลจีนเองต้องส่งกำลังทหารเข้าไปในลาซา พร้อมกับการประกาศทำสงครามประชาชน เพื่อควบคุมสถานการณ์ในเมืองลาซา</p>
<p>การที่จีนมองว่าทิเบตเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตนมาตั้งแต่เมื่อครั้งจักรพรรดิในราชวงศ์ถัง กล่าวขยายอำนาจอิทธิพลเข้าไปในพื้นที่บริเวณนี้ อำนาจอิทธิพลของจีนเหนือทิเบตเป็นที่ยอมรับกันอย่างเป็นทางการในระหว่าง คริสต์ศตวรรษที่ 18 และ 19 ซึ่งในช่วงนั้นทิเบตเองได้ขอเข้ามาเป็นดินแดนใต้อารักขาของจีนในห้วงเวลาดังกล่าว และการที่ทิเบตประกาศอิสรภาพแต่เพียงฝ่ายเดียว ถือเป็นการสิ้นสุดการเป็นดินแดนใต้การอารักขาดังกล่าวในทรรศนะของฝ่ายทิเบต</p>
<p>ซึ่งในปัจจุบันการที่จีนได้พัฒนาประเทศจนเจริญรุ่งเรืองเป็นแถวหน้าของโลกนั้น ทำให้ประเทศต่างๆ มีผลประโยชน์ผูกพันกับจีนอย่างมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเหล่าประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา หรือกลุ่มสหภาพยุโรป ซึ่งเคยให้การสนับสนุนทิเบตในอดีต ก็ได้แต่เพียงกล่าวหาจีนเพียงปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน การใช้ความรุนแรงเท่านั้น เนื่องจากต้องการผูกมิตรกับจีนด้วยผลประโยชน์มหาศาลในการเข้าไปลงทุนในตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก ปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในทิเบตนั้นเกิดจากการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดของจีนเป็นส่วนหนึ่ง เนื่องจากการใช้กำลังทหารเข้าจัดการกับปัญหาเป็นเพียงการกดทับปัญหาเอาไว้ มิได้แก้ไขได้อย่างถูกต้อง เสมือนกับรอวันที่จะปะทุรุนแรงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และในปัจจุบันเองจีนก็มีความพยายามในการกลืนชาติด้วยการสนับสนุนให้ชาวจีนฮั่นเข้าไปตั้งรกราก รวมทั้งกระบวนการลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ เปลี่ยนวัฒนธรรมทิเบตให้เหลือสถานะเป็นเพียงวัตถุ นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างชาวทิเบตซึ่งเป็นชนท้องถิ่น ที่รู้สึกว่าวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ของตนกำลังถูกคุกคาม วัดวาอารามทิเบตได้รับการบูรณะอย่างสวยงาม ทว่าความสวยงามดังกล่าวมีขึ้นเพื่อให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น</p>
<p>ในปัจจุบันเองในดินแดนทิเบตก็เกิดการประท้วงเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเมื่อจีนมีการจัดงานสำคัญๆ ของโลก ชาวทิเบตจะอาศัยช่วงนี้ในการแสดงให้โลกรู้และดึงความสนใจมาที่ดินแดนตน และการต่อต้าน การชุมนุมมักเกิดขึ้นในวาระครบรอบปีของเหตุการณ์ในปี พ.ศ.2502 ซึ่งเป็นการต่อต้านรัฐบาลจีนของชาวทิเบตครั้งใหญ่ ซึ่งการปราบปรามส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากมายในเหตุการณ์ครั้งนั้น อย่างไรก็ตามในปัจจุบันดาไลลามะ ผู้นำของชาวทิเบตได้กล่าวว่าการชุมนุมในแต่ละครั้งก็เพื่อสิทธิในการปกครองตนเองเท่านั้น โดยท่านได้กล่าวว่า “ไม่มีความต้องการประกาศอิสรภาพ หากแต่ต้องการอยู่กับประเทศจีนอย่างมีสิทธิในการปกครองตัวเอง และต้องการให้ชาวทิเบตรักษาวัฒนธรรม ศาสนา ขนบธรรมเนียมประเพณี และมีสิทธิชุมชนในการปกป้องสิ่งแวดล้อมและตัดสินใจด้านการพัฒนา” เท่านั้น</p>
<p style="text-align: right;">ศตวรรต ทรงลักษณ์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.izpirit.com/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%82%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b9%81%e0%b8%a2%e0%b9%89%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b4%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%88%e0%b8%b5%e0%b8%99.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Greater East Asia Co-Prosperity Sphere</title>
		<link>http://www.izpirit.com/greater-east-asia-co-prosperity-sphere.html</link>
		<comments>http://www.izpirit.com/greater-east-asia-co-prosperity-sphere.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 10 Jan 2010 08:59:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>IzpiriT</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Greater East Asia Co-Prosperity Sphere]]></category>
		<category><![CDATA[วงศ์ไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพา]]></category>
		<category><![CDATA[เอเชียเพื่อชาวเอเชีย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.izpirit.com/?p=184</guid>
		<description><![CDATA[วงศ์ไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพา เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในยุคโชวะ โดยรัฐบาลและทหารของ จักรวรรดิญี่ปุ่น เพื่อแสดงความต้องการปลดปล่อยเอเชียออกจากมหาอำนาจตะวันตก และเสนอว่าเอเชียสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งตะวันตก และมีการเสนอคำขวัญที่ว่า เอเชียเพื่อชาวเอเชีย โดยเริ่มจากการที่ญี่ปุ่นพยายามจะรวมเอเชียตะวันออกให้เป็นหนึ่งเดียวซึ่งประกอบไปด้วย ญี่ปุ่น แมนจูกัว และจีน และบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการสร้างคำโฆษณาชวนเชื่อจากจักรวรรดิญี่ปุ่นซึ่งอ้างว้าเป็นการสร้างความเจริญร่วมกันของประเทศในเอเชียและตอต้านลัทธิล่าอาณานิคมจากตะวันตก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ญี่ปุ่นใช้ในการรุกรานประเทศต่างๆ และจัดตั้งรัฐบาลในท้องถิ่นของประเทศนั้นเพื่อประโยชน์ของจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีความพยายามปฏิรูปทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐที่อยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น แต่เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ความพยายามดังกล่าวได้สิ้นสุดลงไปพร้อมกับนโยบายวงศ์ไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพา การที่ญี่ปุ่นใช้นโยบายวงศ์ไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพาก็เพื่อต้องการปลดปล่อยประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียเพื่อให้เป็นอิสระจากการเป็นอาณานิคมของตะวันตก และต้องการรวบรวมประเทศต่างๆ ในเอเชียเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิญี่ปุ่นเอง ผ่านคำขวัญที่ว่าเอเชียเพื่อชาวเอเชีย นับเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค ซึ่งในช่วงแรกญี่ปุ่นเองได้ดำเนินนโยบายดังกล่าวค่อนข้างประสบความสำเร็จโดยสามารถรวบรวมประเทศต่างๆในเอเชียแปซิฟิกได้ส่วนหนึ่ง แต่ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง จักรวรรดิญี่ปุ่นได้อ่อนแอลงจากการล้อมกรอบทางเศรษฐกิจของตะวันตก ทำให้นโยบายดังกล่าวประสบความล้มเหลว และหลายๆ ประเทศที่ถูกครอบครองโดยญี่ปุ่นก็เล็งเห็นว่าญี่ปุ่นทำเพื่อจักรวรรดิตนเองมากกว่าเพื่อชาวเอเชียอย่างแท้จริง นโยบายดังกล่าวยังส่งผลถึงปัจจุบันคือร่องรอยความแค้นแห่งสงครามในครั้งนั้นทำให้ประเทศญี่ปุ่นกับประเทศในเอเชียตะวันออกในปัจจุบันต้องมีการประชุมแสวงหาความร่วมมือกันเพื่อความสามัคคีอันจะนำไปสู่ความรุ่งเรืองของภูมิภาคมากกว่าที่จะมีความแค้นซึ่งกันและกันจากเหตุการณ์ในอดีต ศตวรรต ทรงลักษณ์]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>วงศ์ไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพา เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นในยุคโชวะ โดยรัฐบาลและทหารของ จักรวรรดิญี่ปุ่น เพื่อแสดงความต้องการปลดปล่อยเอเชียออกจากมหาอำนาจตะวันตก และเสนอว่าเอเชียสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งตะวันตก และมีการเสนอคำขวัญที่ว่า เอเชียเพื่อชาวเอเชีย โดยเริ่มจากการที่ญี่ปุ่นพยายามจะรวมเอเชียตะวันออกให้เป็นหนึ่งเดียวซึ่งประกอบไปด้วย ญี่ปุ่น แมนจูกัว และจีน และบางส่วนของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีการสร้างคำโฆษณาชวนเชื่อจากจักรวรรดิญี่ปุ่นซึ่งอ้างว้าเป็นการสร้างความเจริญร่วมกันของประเทศในเอเชียและตอต้านลัทธิล่าอาณานิคมจากตะวันตก ซึ่งเป็นเหตุผลที่ญี่ปุ่นใช้ในการรุกรานประเทศต่างๆ และจัดตั้งรัฐบาลในท้องถิ่นของประเทศนั้นเพื่อประโยชน์ของจักรวรรดิญี่ปุ่นในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง โดยมีความพยายามปฏิรูปทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจของรัฐที่อยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่น แต่เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้ความพยายามดังกล่าวได้สิ้นสุดลงไปพร้อมกับนโยบายวงศ์ไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพา</p>
<p>การที่ญี่ปุ่นใช้นโยบายวงศ์ไพบูลย์แห่งมหาเอเชียบูรพาก็เพื่อต้องการปลดปล่อยประเทศต่างๆ ในทวีปเอเชียเพื่อให้เป็นอิสระจากการเป็นอาณานิคมของตะวันตก และต้องการรวบรวมประเทศต่างๆ ในเอเชียเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อความยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิญี่ปุ่นเอง ผ่านคำขวัญที่ว่าเอเชียเพื่อชาวเอเชีย นับเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค ซึ่งในช่วงแรกญี่ปุ่นเองได้ดำเนินนโยบายดังกล่าวค่อนข้างประสบความสำเร็จโดยสามารถรวบรวมประเทศต่างๆในเอเชียแปซิฟิกได้ส่วนหนึ่ง แต่ในช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง จักรวรรดิญี่ปุ่นได้อ่อนแอลงจากการล้อมกรอบทางเศรษฐกิจของตะวันตก ทำให้นโยบายดังกล่าวประสบความล้มเหลว และหลายๆ ประเทศที่ถูกครอบครองโดยญี่ปุ่นก็เล็งเห็นว่าญี่ปุ่นทำเพื่อจักรวรรดิตนเองมากกว่าเพื่อชาวเอเชียอย่างแท้จริง นโยบายดังกล่าวยังส่งผลถึงปัจจุบันคือร่องรอยความแค้นแห่งสงครามในครั้งนั้นทำให้ประเทศญี่ปุ่นกับประเทศในเอเชียตะวันออกในปัจจุบันต้องมีการประชุมแสวงหาความร่วมมือกันเพื่อความสามัคคีอันจะนำไปสู่ความรุ่งเรืองของภูมิภาคมากกว่าที่จะมีความแค้นซึ่งกันและกันจากเหตุการณ์ในอดีต</p>
<p style="text-align: right;">ศตวรรต ทรงลักษณ์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.izpirit.com/greater-east-asia-co-prosperity-sphere.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Triple Entente</title>
		<link>http://www.izpirit.com/triple-entente.html</link>
		<comments>http://www.izpirit.com/triple-entente.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 10 Jan 2010 08:56:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>IzpiriT</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Triple Entente]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อตกลงไตรภาคี]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.izpirit.com/?p=181</guid>
		<description><![CDATA[ข้อตกลงไตรภาคี ประกอบด้วยพันธมิตรหลักสามประเทศ คือ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และ รัสเซีย และได้มีการทำข้อตกลงกับประเทศต่างเพิ่มในภายหลังกับ โปรตุเกส ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และ สเปน เพื่อคานอำนาจกับกลุ่มมหาอำนาจกลางที่ประกอบไปด้วย เยอรมัน ออสเตรีย-ฮังการี และ อิตาลี ข้อตกลงไตรภาคี เกิดจากการที่เยอรมันปฏิเสธที่จะต่อสัญญาพันธมิตรกับรัสเซีย รัสเซียจึงได้หันมาสร้างสายสัมพันธ์กับฝรั่งเศส และเนื่องจากเยอรมันได้มีการรวมตัวกันของกลุ่มพันธมิตรที่มากขึ้น และการที่เยอรมันมุ่งมั่นที่จะขยายอาณานิคมและการค้าทำให้เยอรมันต้องการกองทัพเรือขนาดใหญ่ จึงทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันกับสหราชอาณาจักรในการครอบครองน่านน้ำ ซึ่งทำให้การดำเนินนโยบายที่โดดเดี่ยวอย่างสง่างามของสหราชอาณาจักรสิ้นสุดลง เพราะ สหราชอาณาจักรได้หันมาสร้างพันธมิตรเช่นเดียวกันจึงได้เข้าร่วมกับฝรั่งเศสและรัสเซียเป็นข้อตกลงไตรภาคีเพื่อต่อต้านกับกลุ่มพันธมิตรสามฝ่าย การรวมตัวสร้างข้อตกลงไตรภาคีระหว่าง สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และรัสเซีย ก็เพื่อที่จะถ่วงดุลอำนาจของเหล่ามหาอำนาจกลางในยุโรป และมีการช่วยเหลือและปกป้องผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน นับเป็นความสัมพันธ์ระดับภูมิภาค ซึ่งในช่วงหลังจะมีการทำข้อตกลงกับประเทศต่างๆ นอกภูมิภาคเอง ก็เรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์ในระดับโลกเช่นกัน เพราะเนื่องจากการมีปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มข้อตกลงไตรภาคีและกลุ่มพันธมิตรสามฝ่ายได้ขยายวงกว้างของสงครามจนเป็นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งทางฝ่ายข้อตกลงไตรภาคีก็มีการทำสัญญาสมาชิกกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อเข้ามาช่วยเหลือในสงครามจนได้รับชัยชนะ และผลของสงครามก็ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วทั้งโลกอีกด้วย ชัยชนะดังกล่าวยังนำมาซึ่งการร่วมประชุมกันเพื่อสร้างความสันติภาพของโลกซึ่งฝ่ายข้อตกลงไตรภาคีซึ่งเป็นผู้ชนะในสงครามก็เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดดังกล่าวจนเป็นที่มาขององค์การระหว่างประเทศระดับโลกอย่างสันนิบาติชาติ ศตวรรต ทรงลักษณ์]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ข้อตกลงไตรภาคี ประกอบด้วยพันธมิตรหลักสามประเทศ คือ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และ รัสเซีย และได้มีการทำข้อตกลงกับประเทศต่างเพิ่มในภายหลังกับ โปรตุเกส ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และ สเปน เพื่อคานอำนาจกับกลุ่มมหาอำนาจกลางที่ประกอบไปด้วย เยอรมัน ออสเตรีย-ฮังการี และ อิตาลี ข้อตกลงไตรภาคี เกิดจากการที่เยอรมันปฏิเสธที่จะต่อสัญญาพันธมิตรกับรัสเซีย รัสเซียจึงได้หันมาสร้างสายสัมพันธ์กับฝรั่งเศส และเนื่องจากเยอรมันได้มีการรวมตัวกันของกลุ่มพันธมิตรที่มากขึ้น และการที่เยอรมันมุ่งมั่นที่จะขยายอาณานิคมและการค้าทำให้เยอรมันต้องการกองทัพเรือขนาดใหญ่ จึงทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันกับสหราชอาณาจักรในการครอบครองน่านน้ำ ซึ่งทำให้การดำเนินนโยบายที่โดดเดี่ยวอย่างสง่างามของสหราชอาณาจักรสิ้นสุดลง เพราะ สหราชอาณาจักรได้หันมาสร้างพันธมิตรเช่นเดียวกันจึงได้เข้าร่วมกับฝรั่งเศสและรัสเซียเป็นข้อตกลงไตรภาคีเพื่อต่อต้านกับกลุ่มพันธมิตรสามฝ่าย</p>
<p>การรวมตัวสร้างข้อตกลงไตรภาคีระหว่าง สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และรัสเซีย ก็เพื่อที่จะถ่วงดุลอำนาจของเหล่ามหาอำนาจกลางในยุโรป และมีการช่วยเหลือและปกป้องผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน นับเป็นความสัมพันธ์ระดับภูมิภาค ซึ่งในช่วงหลังจะมีการทำข้อตกลงกับประเทศต่างๆ นอกภูมิภาคเอง ก็เรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์ในระดับโลกเช่นกัน เพราะเนื่องจากการมีปัญหาความขัดแย้งของกลุ่มข้อตกลงไตรภาคีและกลุ่มพันธมิตรสามฝ่ายได้ขยายวงกว้างของสงครามจนเป็นสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งทางฝ่ายข้อตกลงไตรภาคีก็มีการทำสัญญาสมาชิกกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกเพื่อเข้ามาช่วยเหลือในสงครามจนได้รับชัยชนะ และผลของสงครามก็ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วทั้งโลกอีกด้วย ชัยชนะดังกล่าวยังนำมาซึ่งการร่วมประชุมกันเพื่อสร้างความสันติภาพของโลกซึ่งฝ่ายข้อตกลงไตรภาคีซึ่งเป็นผู้ชนะในสงครามก็เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดดังกล่าวจนเป็นที่มาขององค์การระหว่างประเทศระดับโลกอย่างสันนิบาติชาติ</p>
<p style="text-align: right;">ศตวรรต ทรงลักษณ์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.izpirit.com/triple-entente.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Triple Alliance</title>
		<link>http://www.izpirit.com/triple-alliance.html</link>
		<comments>http://www.izpirit.com/triple-alliance.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 10 Jan 2010 08:50:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>IzpiriT</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Triple Alliance]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มมหาอำนาจกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[พันธมิตรสามฝ่าย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.izpirit.com/?p=177</guid>
		<description><![CDATA[ในปลายศตวรรษที่ 19 ในยุโรปได้เกิดรัฐใหม่ที่สำคัญสองรัฐคือจักรวรรดิเยอรมันและราชอาณาจักรอิตาลี เยอรมันมีความหวาดระแวงต่อฝรั่งเศส เนื่องจากกลัวฝรั่งเศสจะแก้แค้นหลังจากที่เสียดินแดนบางส่วนไปในสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย เยอรมันเองได้เป็นพันธมิตรกับรัสเซียและออสเตรีย-ฮังการี แต่เนื่องจากออสเตรีย-ฮังการีและรัสเซียเองได้มีปัญหาระหว่างกัน เนื่องจากออสเตรีย-ฮังการีอ้างว่ารัสเซีย ให้การสนับสนุนชาวสลาฟเพื่อแบ่งแยกดินแดนในประเทศตน ในการประชุมยุโรปปี 1878 เยอรมันทำสัญญาคู่พันธมิตรกับออสเตรียฮังการี หลังจากนั้นอิตาลีซึ่งไม่พอใจฝรั่งเศสที่เข้าครอบครองตูนิเซียก็ได้เข้าร่วมลงนามสัญญาจึงเกิดเป็นพันธมิตรสามฝ่าย โดยมีข้อตกลงกันว่าจะสนับสนุนซึ่งกันในกรณีที่ถูกโจมตีจากประเทศต่างๆ แต่เนื่องจากอิตาลีและออสเตรีย-ฮังการีเองก็มีปัญหาเรื่องดินแดนบางส่วนกันอยู่ และในช่วงสงครามอิตาลีก็เป็นตัวแสดงที่อยู่เฉยๆ เนื่องจากอิตาลีอ้างว่าอิตาลีจะเข้าร่วมสงครามก็ต่อเมื่อมีการรุกรานจากประเทศอื่น แต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นการรุกรานของฝ่ายมหาอำนาจกลางเอง อีกทั้งอิตาลีเองยังมีข้อตกลงระหว่างสหราชอาณาจักรในการใช้น่านน้ำเมดิเตอร์เรเนียนอีกด้วย ซึ่งเป็นเหตุให้อิตาลีมีการย้ายฝ่ายในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งฝ่ายสัมพันธมิตรสามฝ่ายเองก็ได้ตุรกีและบัลกาเรียเข้าร่วมเป็นพันธมิตรเช่นกัน การรวมตัวเป็นพันธมิตรสามฝ่ายของกลุ่มมหาอำนาจกลางเป็นการรวมตัวของรัฐสมาชิกเพื่อความเข้มแข็งทางด้านการทหารเป็นหลัก โดยยึดหลักข้อตกลงที่ว่ารัฐสมาชิกจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันจากการรุกรานของรัฐอื่น ซึ่งเป็นหลักประกันเพื่อความมั่นใจในการถ่วงดุลอำนาจกับมหาอำนาจต่างๆ ในยุโรป ว่าอย่างน้อยรัฐตนก็ยังมีรัฐพันธมิตรคอยสนับสนุนเมื่อมีปัญหากับรัฐอื่น นับเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคเพราะเป็นการรวมตัวของรัฐที่เกิดขึ้นใหม่อย่างเยอรมัน อิตาลี กับมหาอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี การรวมตัวกันของพันธมิตรสามฝ่ายมีข้อดีคือทำให้รัฐสมาชิกมีความสามัคคีกันและมีศัตรูร่วมกัน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการป้องกันประเทศ แต่การรวมตัวดังกล่าวตามข้อตกลงแล้ว การที่ประเทศหนึ่งประเทศใดมีปัญหาต่อรัฐอื่น ประเทศสมาชิกจะต้องเข้าช่วยเหลือ ทำให้การทำสงครามระหว่างประเทศจะขยายตัวออกเป็นสงครามที่ใหญ่ขึ้นได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งการที่ออสเตรีย-ฮังการีประกาศสงครามกับเซอร์เบียก็แสดงให้เห็นแล้วว่าการช่วยเหลือของเหล่าพันธมิตรตามข้อตกลกจะทำให้เกิดสงครามที่ขยายวงกว้าง ดังจะเห็นได้จากการเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั่นเอง ศตวรรต ทรงลักษณ์]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในปลายศตวรรษที่ 19 ในยุโรปได้เกิดรัฐใหม่ที่สำคัญสองรัฐคือจักรวรรดิเยอรมันและราชอาณาจักรอิตาลี เยอรมันมีความหวาดระแวงต่อฝรั่งเศส เนื่องจากกลัวฝรั่งเศสจะแก้แค้นหลังจากที่เสียดินแดนบางส่วนไปในสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย เยอรมันเองได้เป็นพันธมิตรกับรัสเซียและออสเตรีย-ฮังการี แต่เนื่องจากออสเตรีย-ฮังการีและรัสเซียเองได้มีปัญหาระหว่างกัน เนื่องจากออสเตรีย-ฮังการีอ้างว่ารัสเซีย ให้การสนับสนุนชาวสลาฟเพื่อแบ่งแยกดินแดนในประเทศตน ในการประชุมยุโรปปี 1878 เยอรมันทำสัญญาคู่พันธมิตรกับออสเตรียฮังการี หลังจากนั้นอิตาลีซึ่งไม่พอใจฝรั่งเศสที่เข้าครอบครองตูนิเซียก็ได้เข้าร่วมลงนามสัญญาจึงเกิดเป็นพันธมิตรสามฝ่าย โดยมีข้อตกลงกันว่าจะสนับสนุนซึ่งกันในกรณีที่ถูกโจมตีจากประเทศต่างๆ แต่เนื่องจากอิตาลีและออสเตรีย-ฮังการีเองก็มีปัญหาเรื่องดินแดนบางส่วนกันอยู่  และในช่วงสงครามอิตาลีก็เป็นตัวแสดงที่อยู่เฉยๆ เนื่องจากอิตาลีอ้างว่าอิตาลีจะเข้าร่วมสงครามก็ต่อเมื่อมีการรุกรานจากประเทศอื่น แต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นการรุกรานของฝ่ายมหาอำนาจกลางเอง อีกทั้งอิตาลีเองยังมีข้อตกลงระหว่างสหราชอาณาจักรในการใช้น่านน้ำเมดิเตอร์เรเนียนอีกด้วย ซึ่งเป็นเหตุให้อิตาลีมีการย้ายฝ่ายในช่วงท้ายของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ซึ่งฝ่ายสัมพันธมิตรสามฝ่ายเองก็ได้ตุรกีและบัลกาเรียเข้าร่วมเป็นพันธมิตรเช่นกัน</p>
<p>การรวมตัวเป็นพันธมิตรสามฝ่ายของกลุ่มมหาอำนาจกลางเป็นการรวมตัวของรัฐสมาชิกเพื่อความเข้มแข็งทางด้านการทหารเป็นหลัก โดยยึดหลักข้อตกลงที่ว่ารัฐสมาชิกจะช่วยเหลือซึ่งกันและกันจากการรุกรานของรัฐอื่น ซึ่งเป็นหลักประกันเพื่อความมั่นใจในการถ่วงดุลอำนาจกับมหาอำนาจต่างๆ ในยุโรป ว่าอย่างน้อยรัฐตนก็ยังมีรัฐพันธมิตรคอยสนับสนุนเมื่อมีปัญหากับรัฐอื่น นับเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคเพราะเป็นการรวมตัวของรัฐที่เกิดขึ้นใหม่อย่างเยอรมัน อิตาลี กับมหาอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี การรวมตัวกันของพันธมิตรสามฝ่ายมีข้อดีคือทำให้รัฐสมาชิกมีความสามัคคีกันและมีศัตรูร่วมกัน ซึ่งเป็นประโยชน์ในการป้องกันประเทศ แต่การรวมตัวดังกล่าวตามข้อตกลงแล้ว การที่ประเทศหนึ่งประเทศใดมีปัญหาต่อรัฐอื่น ประเทศสมาชิกจะต้องเข้าช่วยเหลือ ทำให้การทำสงครามระหว่างประเทศจะขยายตัวออกเป็นสงครามที่ใหญ่ขึ้นได้ง่ายมากยิ่งขึ้น ซึ่งการที่ออสเตรีย-ฮังการีประกาศสงครามกับเซอร์เบียก็แสดงให้เห็นแล้วว่าการช่วยเหลือของเหล่าพันธมิตรตามข้อตกลกจะทำให้เกิดสงครามที่ขยายวงกว้าง ดังจะเห็นได้จากการเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั่นเอง</p>
<p style="text-align: right;">ศตวรรต ทรงลักษณ์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.izpirit.com/triple-alliance.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Splendid Isolation</title>
		<link>http://www.izpirit.com/splendid-isolation.html</link>
		<comments>http://www.izpirit.com/splendid-isolation.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 10 Jan 2010 08:45:38 +0000</pubDate>
		<dc:creator>IzpiriT</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[Splendid Isolation]]></category>
		<category><![CDATA[สหราชอาณาจักร]]></category>
		<category><![CDATA[โดดเดี่ยวอย่างสง่างาม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.izpirit.com/?p=174</guid>
		<description><![CDATA[การโดดเดี่ยวอย่างสง่างาม เป็นนโยบายต่างประเทศของสหราชอาณาจักรในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยสหราชอาณาจักรจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการในยุโรป ในปัจจุบันยังมีการตั้งข้อสงสัยกันอยู่ว่านโยบายข้างต้นเป็นเจตนาของสหราชอาณาจักรหรือเป็นเพียงเพราะสภาพแวดล้อมทำให้เป็นเช่นนั้น สหราชอาณาจักรเชื่อว่าจักรวรรดิของตนยิ่งใหญ่และสามารถยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้อย่างสง่างามในยุโรป ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 สหราชอาณาจักรมีเป้าหมายหลังในการใช้นโยบายต่างประเทศเพื่อรักษาสมดุลแห่งอำนาจในยุโรป โดยถือว่าการที่สหราชอาณาจักรเข้าไปแทรกแซงจะทำให้เสียสมดุล และเพื่อปกป้องอาณานิคม และการค้าเสรี นโยบายดังกล่างทำให้สหราชอาณาจักรไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับประเทศต่างๆในยุโรป และให้ความสำคัญเฉพาะกับอาณานิคมของตนเท่านั้น แต่หลังจากเยอรมันรวมประเทศได้สำเร็จและมีการแสวงหาพันธมิตรในยุโรป เพื่อคานอำนาจกับฝรั่งเศส จนเกิดเป็นกลุ่มมหาอำนาจกลาง ซึ่งประกอบไปด้วย เยอรมัน ออสเตรีย-ฮังการี และ อิตาลี การพัฒนาทั้งด้านอุตสาหกรรมและการทหารของเยอรมัน ทำให้สหราชอาณาจักรเกิดความกังวล แต่เนื่องจากนโยบายหลังของสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อการปกป้องจักรวรรดิและหลีกเลี่ยงการทำสงครามกับประเทศมหาอำนาจ จึงมีความพยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเยอรมัน แต่กลับได้รับการเพิกเฉย สหราชอาณาจักรจึงรู้สึกว่าตนกำลังโดดเดี่ยว ประกอบกับในยุคนั้นมีการแข่งขันกันทางทหารของแต่ละประเทศ สหราชอาณาจักรจึงมีความจำเป็นที่จะต้องแสวงหาพันธมิตร นโยบายการโดดเดี่ยวอย่างสง่างามของสหราชอาณาจักรจึงได้สิ้นสุดลง หลังจากได้ทำสนธิสัญญาสัมพันธไมตรีกับญี่ปุ่น และเริ่มติดต่อสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในยุโรปเป็นปกติโดยมีการทำข้อตกลงพันธมิตรกับรัสเซียและฝรั่งเศส เรียกว่าข้อตกลงไตรภาคี นโยบายการโดดเดี่ยวอย่างสง่างามของสหราชอาณาจักรเป็นนโยบายที่สหราชอาณาจักรเองจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของประเทศต่างๆ ในยุโรป แสดงให้เห็นถึงการเคารพอำนาจอธิปไตยของรัฐอื่นได้อย่างชัดเจน เพื่อให้มีการดุลอำนาจเองภายในยุโรป ดังนั้นนโยบายดังกล่าวถือเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค ซึ่งช่วยให้ยุโรปเองมีความสมดุลทางอำนาจได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อมีการรวมตัวของประเทศพันธมิตรต่างๆ มากขึ้น ทำให้สหราชอาณาจักรก็ไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้อีกต่อไป จึงต้องยกเลิกนโยบายดังกล่าวหันมาสร้างพันธมิตรในยุโรปเพื่อคานอำนาจซึ่งกันและกันของเหล่ามหาอำนาจของโลกในขณะนั้น เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มรัฐพันธมิตรตน ศตวรรต ทรงลักษณ์]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>การโดดเดี่ยวอย่างสง่างาม เป็นนโยบายต่างประเทศของสหราชอาณาจักรในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยสหราชอาณาจักรจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการในยุโรป ในปัจจุบันยังมีการตั้งข้อสงสัยกันอยู่ว่านโยบายข้างต้นเป็นเจตนาของสหราชอาณาจักรหรือเป็นเพียงเพราะสภาพแวดล้อมทำให้เป็นเช่นนั้น สหราชอาณาจักรเชื่อว่าจักรวรรดิของตนยิ่งใหญ่และสามารถยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้อย่างสง่างามในยุโรป ในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 สหราชอาณาจักรมีเป้าหมายหลังในการใช้นโยบายต่างประเทศเพื่อรักษาสมดุลแห่งอำนาจในยุโรป โดยถือว่าการที่สหราชอาณาจักรเข้าไปแทรกแซงจะทำให้เสียสมดุล และเพื่อปกป้องอาณานิคม และการค้าเสรี นโยบายดังกล่างทำให้สหราชอาณาจักรไม่เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับประเทศต่างๆในยุโรป และให้ความสำคัญเฉพาะกับอาณานิคมของตนเท่านั้น แต่หลังจากเยอรมันรวมประเทศได้สำเร็จและมีการแสวงหาพันธมิตรในยุโรป เพื่อคานอำนาจกับฝรั่งเศส จนเกิดเป็นกลุ่มมหาอำนาจกลาง ซึ่งประกอบไปด้วย เยอรมัน ออสเตรีย-ฮังการี และ อิตาลี การพัฒนาทั้งด้านอุตสาหกรรมและการทหารของเยอรมัน ทำให้สหราชอาณาจักรเกิดความกังวล แต่เนื่องจากนโยบายหลังของสหราชอาณาจักรส่วนใหญ่เป็นไปเพื่อการปกป้องจักรวรรดิและหลีกเลี่ยงการทำสงครามกับประเทศมหาอำนาจ จึงมีความพยายามที่จะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเยอรมัน แต่กลับได้รับการเพิกเฉย สหราชอาณาจักรจึงรู้สึกว่าตนกำลังโดดเดี่ยว ประกอบกับในยุคนั้นมีการแข่งขันกันทางทหารของแต่ละประเทศ สหราชอาณาจักรจึงมีความจำเป็นที่จะต้องแสวงหาพันธมิตร นโยบายการโดดเดี่ยวอย่างสง่างามของสหราชอาณาจักรจึงได้สิ้นสุดลง หลังจากได้ทำสนธิสัญญาสัมพันธไมตรีกับญี่ปุ่น และเริ่มติดต่อสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ ในยุโรปเป็นปกติโดยมีการทำข้อตกลงพันธมิตรกับรัสเซียและฝรั่งเศส เรียกว่าข้อตกลงไตรภาคี</p>
<p>นโยบายการโดดเดี่ยวอย่างสง่างามของสหราชอาณาจักรเป็นนโยบายที่สหราชอาณาจักรเองจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจการของประเทศต่างๆ ในยุโรป แสดงให้เห็นถึงการเคารพอำนาจอธิปไตยของรัฐอื่นได้อย่างชัดเจน เพื่อให้มีการดุลอำนาจเองภายในยุโรป ดังนั้นนโยบายดังกล่าวถือเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค ซึ่งช่วยให้ยุโรปเองมีความสมดุลทางอำนาจได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง แต่เมื่อมีการรวมตัวของประเทศพันธมิตรต่างๆ มากขึ้น ทำให้สหราชอาณาจักรก็ไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้อีกต่อไป จึงต้องยกเลิกนโยบายดังกล่าวหันมาสร้างพันธมิตรในยุโรปเพื่อคานอำนาจซึ่งกันและกันของเหล่ามหาอำนาจของโลกในขณะนั้น เพื่อเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มรัฐพันธมิตรตน</p>
<p style="text-align: right;">ศตวรรต ทรงลักษณ์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.izpirit.com/splendid-isolation.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กฎหมายในทัศนคติ : กฎหมายสังคมนิยม</title>
		<link>http://www.izpirit.com/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a1.html</link>
		<comments>http://www.izpirit.com/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a1.html#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Dec 2009 12:00:59 +0000</pubDate>
		<dc:creator>IzpiriT</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[กฎหมายสังคมนิยม]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐสวัสดิการ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.izpirit.com/?p=168</guid>
		<description><![CDATA[กฎหมายในทัศนคติของข้าพเจ้าคือกฎหมายที่ได้รับแนวคิดในกฎหมายสังคมนิยม ซึ่งข้าพเจ้าได้เห็นถึงข้อดีที่ส่งจะในด้านดีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งต่อครอบครัวของเราเองเนื่องจากกฎหมายดังกล่าว ตั้งอยู่บนพื้นฐานการปกครองที่ต้องการทำให้ประชาชนในสังคมมีความเท่าเทียมกันทั้งด้านสิทธิและหน้าที่ ซึ่งในปัจจุบันการที่สังคมจะไม่มีชนชั้นเป็นไปได้ค่อนข้างยาก ดังนั้นสังคมนิยมที่อยู่ในสังคมประชาธิปไตยจึงเน้นไปในเรื่องการจัดรูปแบบหรือระบบเศรษฐกิจ การจัดการสวัสดิการให้กับประชาชนอย่างดี กฎหมายสังคมนิยมนั้นให้ความสำคัญและมีหลักการที่เน้นสังคมโดยรวม เพราะสังคมมีเป้าหมายในการสร้างสังคมที่เท่าเทียมกัน ซึ่งเมื่อสังคมมีเสมอภาคแล้วนั้น กฎหมายในรัฐหรือสังคมดังกล่าวก็จะมีความจำเป็นลดน้อยลงไป อย่างไรก็ตามกฎหมายก็ยังมีความจำเป็นในสังคม อันเป็นระบบควบคุมสังคม ที่มาจากจารีตประเพณี ศีลธรรม ศาสนา หรือแม้กระทั่งการที่จะทำให้รัฐเข้าสู่รูปแบบสังคมนิยมก็ต้องพึ่งอำนาจของกฎหมายเพื่อใช้ควบคุมคนในสังคม หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการถือครองทรัพย์สินของเอกชน เพื่อนำมาใช้ซึ่งประโยชน์ส่วนรวม เพราะกฎหมายในแนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับโครงสร้างเศรษฐกิจมากกว่าโครงสร้างระบบกฎหมายและการเมือง ดังนั้นกฎหมายที่สำคัญในรัฐนี้คือการกำหนดสิทธิ เพื่อให้ทุกคนเคารพในสิทธิของกันและกันเสมอภาคเท่าเทียมกัน เปรียบกฎหมายได้เป็นเครื่องมือในการสร้างอุดมการณ์สังคมนิยมเพื่อขจัดชนชั้น และเพื่อจัดสวัสดิการให้กับสังคม ลดความสำคัญของปัจเจกชน และมีการให้ความสำคัญกับกฎหมายหมาชนเพื่อแทรกแซงทางเศรษฐกิจ สังคม เพื่อสร้างกฎหมายสวัสดิการสังคมให้ประชาชนมีปัจจัยความเป็นอยู่พื้นฐานที่ดี กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ถูกนายจ้างเอารัดเอาเปรียบเพื่อสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างผู้ครองครองปัจจัยการผลิตและแรงงาน กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงปัจจัยในชีวิตประจำวันได้อย่างยุติธรรม และกฎหมายอื่นๆ ที่สร้างความเท่าเทียมกันของมนุษย์ ในด้านของเศรษฐกิจกฎหมายดังกล่าวจะทำให้ความเป็นเจ้าของของเอกชนมีความสำคัญลดน้อยลงไป เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญกับสังคมส่วนใหญ่ กฎหมายทางพาณิชย์ต่างๆ จะส่งเสริมให้การสร้างรายได้ การพัฒนาธุรกิจเป็นไปตามแบบแผนการวางแผนของรัฐบาลกลาง ที่มุ่งเน้นสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมส่วนใหญ่ ประชาชนในรัฐทุกคนมีพื้นฐานความเป็นอยู่ที่ดี ได้รับปัจจัยความต้องการพื้นฐานของมนุษย์อย่างครบถ้วน และเสมอภาค ทำให้เศรษฐกิจในประเทศมีการกระจายรายได้ที่ดี ลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนในสังคม ลดปัญหาความยากจนหรือปัญหาอาชญากรรมซึ่งมีผลมาจากการไม่มีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์นั่นเอง ในด้านสังคมและวัฒนธรรมเมื่อมนุษย์มีความเท่าเทียมกัน เสมอภาคกัน ประชาชนในสังคมก็จะรักใคร่กลมเกลียวกันสังคมจะสงบสุข กฎหมายที่ใช้ในการควบคุมความประพฤติที่ไม่ดีของมนุษย์ก็จะมีความจำเป็นลดน้อยลงไป การเอารัดเอาเปรียบกันในสังคมจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก รัฐบาลที่ใช้กฎหมายนี้จะมีการสร้างสวัสดิการที่ดีให้แก่ประชาชนภายในรัฐอย่างเท่าเทียมกัน มีชีวิตความเป็นอยู่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>กฎหมายในทัศนคติของข้าพเจ้าคือกฎหมายที่ได้รับแนวคิดในกฎหมายสังคมนิยม ซึ่งข้าพเจ้าได้เห็นถึงข้อดีที่ส่งจะในด้านดีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นส่งผลกระทบต่อ เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งต่อครอบครัวของเราเองเนื่องจากกฎหมายดังกล่าว ตั้งอยู่บนพื้นฐานการปกครองที่ต้องการทำให้ประชาชนในสังคมมีความเท่าเทียมกันทั้งด้านสิทธิและหน้าที่ ซึ่งในปัจจุบันการที่สังคมจะไม่มีชนชั้นเป็นไปได้ค่อนข้างยาก ดังนั้นสังคมนิยมที่อยู่ในสังคมประชาธิปไตยจึงเน้นไปในเรื่องการจัดรูปแบบหรือระบบเศรษฐกิจ การจัดการสวัสดิการให้กับประชาชนอย่างดี กฎหมายสังคมนิยมนั้นให้ความสำคัญและมีหลักการที่เน้นสังคมโดยรวม เพราะสังคมมีเป้าหมายในการสร้างสังคมที่เท่าเทียมกัน ซึ่งเมื่อสังคมมีเสมอภาคแล้วนั้น กฎหมายในรัฐหรือสังคมดังกล่าวก็จะมีความจำเป็นลดน้อยลงไป</p>
<p>อย่างไรก็ตามกฎหมายก็ยังมีความจำเป็นในสังคม อันเป็นระบบควบคุมสังคม ที่มาจากจารีตประเพณี ศีลธรรม ศาสนา หรือแม้กระทั่งการที่จะทำให้รัฐเข้าสู่รูปแบบสังคมนิยมก็ต้องพึ่งอำนาจของกฎหมายเพื่อใช้ควบคุมคนในสังคม หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการถือครองทรัพย์สินของเอกชน เพื่อนำมาใช้ซึ่งประโยชน์ส่วนรวม เพราะกฎหมายในแนวคิดนี้ให้ความสำคัญกับโครงสร้างเศรษฐกิจมากกว่าโครงสร้างระบบกฎหมายและการเมือง ดังนั้นกฎหมายที่สำคัญในรัฐนี้คือการกำหนดสิทธิ เพื่อให้ทุกคนเคารพในสิทธิของกันและกันเสมอภาคเท่าเทียมกัน เปรียบกฎหมายได้เป็นเครื่องมือในการสร้างอุดมการณ์สังคมนิยมเพื่อขจัดชนชั้น และเพื่อจัดสวัสดิการให้กับสังคม ลดความสำคัญของปัจเจกชน และมีการให้ความสำคัญกับกฎหมายหมาชนเพื่อแทรกแซงทางเศรษฐกิจ สังคม เพื่อสร้างกฎหมายสวัสดิการสังคมให้ประชาชนมีปัจจัยความเป็นอยู่พื้นฐานที่ดี กฎหมายคุ้มครองแรงงานที่ถูกนายจ้างเอารัดเอาเปรียบเพื่อสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างผู้ครองครองปัจจัยการผลิตและแรงงาน กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภคให้ประชาชนมีสิทธิเข้าถึงปัจจัยในชีวิตประจำวันได้อย่างยุติธรรม และกฎหมายอื่นๆ ที่สร้างความเท่าเทียมกันของมนุษย์</p>
<p>ในด้านของเศรษฐกิจกฎหมายดังกล่าวจะทำให้ความเป็นเจ้าของของเอกชนมีความสำคัญลดน้อยลงไป เนื่องจากรัฐบาลให้ความสำคัญกับสังคมส่วนใหญ่ กฎหมายทางพาณิชย์ต่างๆ จะส่งเสริมให้การสร้างรายได้ การพัฒนาธุรกิจเป็นไปตามแบบแผนการวางแผนของรัฐบาลกลาง ที่มุ่งเน้นสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมส่วนใหญ่ ประชาชนในรัฐทุกคนมีพื้นฐานความเป็นอยู่ที่ดี ได้รับปัจจัยความต้องการพื้นฐานของมนุษย์อย่างครบถ้วน และเสมอภาค ทำให้เศรษฐกิจในประเทศมีการกระจายรายได้ที่ดี ลดช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนในสังคม ลดปัญหาความยากจนหรือปัญหาอาชญากรรมซึ่งมีผลมาจากการไม่มีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์นั่นเอง</p>
<p>ในด้านสังคมและวัฒนธรรมเมื่อมนุษย์มีความเท่าเทียมกัน เสมอภาคกัน ประชาชนในสังคมก็จะรักใคร่กลมเกลียวกันสังคมจะสงบสุข กฎหมายที่ใช้ในการควบคุมความประพฤติที่ไม่ดีของมนุษย์ก็จะมีความจำเป็นลดน้อยลงไป การเอารัดเอาเปรียบกันในสังคมจะมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก รัฐบาลที่ใช้กฎหมายนี้จะมีการสร้างสวัสดิการที่ดีให้แก่ประชาชนภายในรัฐอย่างเท่าเทียมกัน มีชีวิตความเป็นอยู่ มีการศึกษาที่ดี และได้รับโอกาสในชีวิตเท่าเทียมกัน เมื่อสังคมสงบสุขเรียบร้อย ประชาชนที่อยู่ในรัฐมีความเป็นอยู่ที่ดี มีการส่งเสริมสนับสนุนแนวคิดที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน มีสิทธิพื้นฐานที่เหมือนกัน ดังนั้นมนุษย์ที่อาศัยในสังคมแบบนี้ มนุษย์ก็จะเกิดความคิดสร้างสรรค์ สร้างหรือประพฤติในสิ่งที่ดี ให้กับสังคม บ้านเมืองก็จะเจริญรุ่งเรือง พัฒนาประเทศไปในทางที่ดีขึ้น</p>
<p>ในด้านครอบครัว เนื่องจากครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานที่สำคัญในสังคม ดังนั้นหากครอบครัวทุกครอบครัวมีความเป็นอยู่ที่ดี มีความรักความอบอุ่นให้แก่กัน มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาต้องผ่านการอบรมจากครอบครัว ซึ่งเป็นการขัดเกลาทางสังคมขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ก่อนที่จะออกสู่สังคม ดังนั้นคนในสังคมจะเป็นคนที่ดีได้ จะต้องเกิดจากการขัดเกลาทางสังคมที่ดีตั้งแต่ในครอบครัว เมื่อสถาบันครอบครัวขัดเกลาบุคคลให้มีความรักต่อสังคมแล้ว สังคมก็จะไม่เกิดปัญหาความขัดแย้งต่อกันในสังคม ทำให้สังคมไม่ต้องผ่านการควบคุมหรือบังคับโดยกฎหมายเลย</p>
<p>ถึงแม้กฎหมายตามแนวคิดสังคมนิยมจะมีข้อดีมากเพียงใด แต่ก็มีความเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ ดังนั้นจึงควรนำข้อดีของกฎหมายตามแนวคิดดังกล่าวมาปรับใช้กับสังคมประชาธิปไตยในปัจจุบัน โดยถ้าหากกฎหมายดังกล่าวได้นำมาปรับใช้ในรัฐที่ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ ข้าพเจ้าจะมีความยินดีและดีใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากข้าพเจ้ามีความปรารถนาที่จะเห็นทุกคนในสังคมมีความเท่าเทียมกันได้รับโอกาสในชีวิตที่ดีเหมือนกัน ตั้งแต่เกิดจนถึงตาย เด็กๆ ได้รับโอกาสในการศึกษาที่ดีเหมือนกัน เยาวชนได้รับโอกาสในการเสริมสร้างศักยภาพหรือทำในสิ่งที่ตนเองชื่นชอบได้ทุกคน ผู้ใหญ่ได้รับโอกาสในการพัฒนาชีวิตอันเป็นผลมาจากการสร้างงานและการวางแผนงานที่มีประสิทธิภาพจากรัฐบาล หรือแม้กระทั่งวัยชราที่สร้างประโยชน์ให้กับประเทศชาติมาทั้งชีวิตก็ควรได้รับสวัสดิการที่ดีจากรัฐ ข้าพเจ้าจะได้เห็นสังคมที่สงบสุข ไม่มีความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น ได้เห็นความยุติธรรมของกฎหมายที่มุ่งเน้นประโยชน์เพื่อสังคมเพื่อประชาชนส่วนรวมอย่างจริงจัง</p>
<p style="text-align: right;">ศตวรรต ทรงลักษณ์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.izpirit.com/%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%aa%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%a2%e0%b8%a1.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปัญหาวงจรอุบาทว์การเมืองไทย</title>
		<link>http://www.izpirit.com/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2.html</link>
		<comments>http://www.izpirit.com/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2.html#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 08 Nov 2009 11:28:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>IzpiriT</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[การเมืองภาคประชาชน]]></category>
		<category><![CDATA[จิตสำนึกสาธารณะ]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาชนสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาธิปไตย]]></category>
		<category><![CDATA[วงจรอุบาทว์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.izpirit.com/?p=162</guid>
		<description><![CDATA[ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ. 2475 ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทยนั้นมีปัญหาอยู่ค่อนข้างมาก ประชาธิปไตยซึ่งมีอุดมการณ์หลักว่าเป็นการปกครองของคนหมู่มาก แต่ในประเทศไทยกลับตรงกันข้าม อำนาจการปกครองส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มหรือคณะของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะประชาชนส่วนใหญ่ในขณะนั้นไร้การศึกษา ไม่มีความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย ทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองน้อยมาก อำนาจส่วนใหญ่จึงตกอยู่ในมือของข้าราชการและทหาร ปัญหาข้างต้นส่งผลให้เกิดปัญหาในทางการเมืองของประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นวงจรที่เรียกว่าวงจรอุบาทว์โดยมักจะเริ่มจากการที่ข้าราชการทหารอ้างความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง การทุจริตโกกินของรัฐบาล รวมไปถึงการอ้างว่าเป็นการปกป้องไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์ เพื่อเข้ามามีอำนาจเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ ซึ่งการปกครองหลังจากการรัฐประหารนั้นส่วนใหญ่จะเป็นไปในรูปแบบเผด็จการ แต่ในปัจจุบันหลังการรัฐประหารมักมีการสร้างอุดมการณ์ของชาติร่วมกันให้กับประชาชน เพื่อไม่ให้ประชาชนคิดว่าตนเป็นเผด็จการ ทำให้ไม่มีการต่อต้านจากประชาชน และสามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ การรัฐประหารจะมีการทำลายรัฐธรรมนูญฉบับเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดทางกฎหมาย ทำให้ต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่ค่อยมีความเป็นประชาธิปไตย และเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มบุคคลที่มีส่วนร่วมในการรัฐประหาร เพื่อการสืบทอดอำนาจของกลุ่มตน การเลือกตั้งหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่มาจากคณะรัฐประหารนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการเลือกตั้งที่สกปรก มีการทุจริต ซื้อสิทธิ์ขายเสียง นักการเมืองทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงวิถีทางอันสุจริตและผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของประชาชน ทำให้รัฐบาลที่เข้ามาบริหารบ้านเมืองมีการบริหารงานที่ทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง อวยประโยชน์ให้แก่พวกพ้องตน ไม่ได้คำนึงถึงประชาชนส่วนใหญ่ในการบริหารประเทศ อันก่อให้เกิดความขัดแย้งทั้งในสภาทั้งรัฐบาลกับประชาชน เกิดการต่อต้านจากประชาชน ซึ่งสร้างความวุ่นวายและความแตกแยกในประเทศชาติ การยุบสภาเลือกตั้งใหม่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ที่จะทำให้การเมืองไทยกลับเข้าสู่วงจรเดิม หรือการที่ทหารอ้างความวุ่นวายทางการเมืองในการเข้ามามีอำนาจ โดยใช้ข้ออ้างดังกล่าวสร้างความชอบธรรมในการเข้ามาปกครองประเทศ ก็ยิ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเมืองไทยได้เผชิญกับปัญหาวงจรอุบาทว์อีกครั้ง การจะแก้ปัญหาการเมืองไทยให้หลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์นั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือของประชาชนทุกคน ประชาชนจะต้องมีจิตสำนึกสาธารณะ เห็นความสำคัญของส่วนรวมเป็นหลัก ในการแก้ปัญหาต้องเป็นไปทีละส่วน ปัญหาที่ทำให้เกิดการรัฐประหาร คือ เมื่อมีความขัดแย้งทางการเมือง สังคมไทยมักจะพึ่งสถาบันทหารในการแก้ปัญหาความขัดแย้งมากกว่าที่จะแก้ไขปัญหาตามแนวทางประชาธิปไตยเป็นหลัก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อปี พ.ศ. 2475 ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยของไทยนั้นมีปัญหาอยู่ค่อนข้างมาก ประชาธิปไตยซึ่งมีอุดมการณ์หลักว่าเป็นการปกครองของคนหมู่มาก แต่ในประเทศไทยกลับตรงกันข้าม อำนาจการปกครองส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มหรือคณะของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะประชาชนส่วนใหญ่ในขณะนั้นไร้การศึกษา ไม่มีความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย ทำให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองน้อยมาก อำนาจส่วนใหญ่จึงตกอยู่ในมือของข้าราชการและทหาร</p>
<p>ปัญหาข้างต้นส่งผลให้เกิดปัญหาในทางการเมืองของประเทศ ซึ่งเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นวงจรที่เรียกว่าวงจรอุบาทว์โดยมักจะเริ่มจากการที่ข้าราชการทหารอ้างความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง การทุจริตโกกินของรัฐบาล รวมไปถึงการอ้างว่าเป็นการปกป้องไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์ เพื่อเข้ามามีอำนาจเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับประเทศ ซึ่งการปกครองหลังจากการรัฐประหารนั้นส่วนใหญ่จะเป็นไปในรูปแบบเผด็จการ แต่ในปัจจุบันหลังการรัฐประหารมักมีการสร้างอุดมการณ์ของชาติร่วมกันให้กับประชาชน เพื่อไม่ให้ประชาชนคิดว่าตนเป็นเผด็จการ ทำให้ไม่มีการต่อต้านจากประชาชน และสามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้ การรัฐประหารจะมีการทำลายรัฐธรรมนูญฉบับเดิม เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดทางกฎหมาย ทำให้ต้องมีการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่ค่อยมีความเป็นประชาธิปไตย และเอื้อประโยชน์ให้แก่กลุ่มบุคคลที่มีส่วนร่วมในการรัฐประหาร เพื่อการสืบทอดอำนาจของกลุ่มตน</p>
<p>การเลือกตั้งหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่มาจากคณะรัฐประหารนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการเลือกตั้งที่สกปรก มีการทุจริต ซื้อสิทธิ์ขายเสียง นักการเมืองทำทุกอย่างเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงวิถีทางอันสุจริตและผลประโยชน์ส่วนใหญ่ของประชาชน ทำให้รัฐบาลที่เข้ามาบริหารบ้านเมืองมีการบริหารงานที่ทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวง อวยประโยชน์ให้แก่พวกพ้องตน ไม่ได้คำนึงถึงประชาชนส่วนใหญ่ในการบริหารประเทศ อันก่อให้เกิดความขัดแย้งทั้งในสภาทั้งรัฐบาลกับประชาชน เกิดการต่อต้านจากประชาชน ซึ่งสร้างความวุ่นวายและความแตกแยกในประเทศชาติ การยุบสภาเลือกตั้งใหม่เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ที่จะทำให้การเมืองไทยกลับเข้าสู่วงจรเดิม หรือการที่ทหารอ้างความวุ่นวายทางการเมืองในการเข้ามามีอำนาจ โดยใช้ข้ออ้างดังกล่าวสร้างความชอบธรรมในการเข้ามาปกครองประเทศ ก็ยิ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การเมืองไทยได้เผชิญกับปัญหาวงจรอุบาทว์อีกครั้ง</p>
<p>การจะแก้ปัญหาการเมืองไทยให้หลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์นั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือของประชาชนทุกคน ประชาชนจะต้องมีจิตสำนึกสาธารณะ เห็นความสำคัญของส่วนรวมเป็นหลัก ในการแก้ปัญหาต้องเป็นไปทีละส่วน ปัญหาที่ทำให้เกิดการรัฐประหาร คือ เมื่อมีความขัดแย้งทางการเมือง สังคมไทยมักจะพึ่งสถาบันทหารในการแก้ปัญหาความขัดแย้งมากกว่าที่จะแก้ไขปัญหาตามแนวทางประชาธิปไตยเป็นหลัก ดังนั้นประชาชนจะต้องไม่เห็นด้วยกับการแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ โดยการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างสม่ำเสมอ เมื่อประชาชนต่อต้านการทำรัฐประหารก็จะเกิดขึ้นได้ยาก และการจะอยู่อำนาจของทหารจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลยในระบอบประชาธิปไตยถ้าหากประชาชนไม่ต้องการ</p>
<p>การส่งเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตยเป็นอีกหนึ่งแนวทางแก้ไขปัญหาการเมืองไทย เนื่องจากปัญหาส่วนใหญ่มาจากการที่ประชาชนขาดความรู้ความเข้าใจในประชาธิปไตย ใช้ประชาธิปไตยไปในทางที่ไม่ถูกต้องอันส่งผลให้บ้านเมืองวุ่นวาย กลุ่มคนที่มีอำนาจมักใช้อำนาจในทางที่ผิด เพราะฉะนั้น เราจึงมีความจำเป็นต้องส่งเสริมวัฒนธรรมประชาธิปไตย เพราะเมื่อประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในประชาธิปไตยแล้ว ประชาชนก็จะหวงแหนสิทธิของตนไม่ให้ถูกหลอกหรือตกเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมคนไม่ดีเข้าไปมีอำนาจ ซึ่งในส่วนนี้จะช่วยแก้ปัญหาการเลือกตั้งผู้แทนที่ไม่โปร่งใส การซื้อสิทธิ์ขายเสียงจะไม่เกิดขึ้น และยังส่งผลให้ประชาชนพิจารณาเลือกคนดี มีความสามารถเข้าไปทำหน้าที่ในการบริหารประเทศมากขึ้น</p>
<p>การเลือกตั้งที่คำนึงถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นหลัก จะทำให้คนดีมีความสามารถได้เข้ามามีอำนาจในการบริหารประเทศมากขึ้น บ้านเมืองก็จะสงบสุขเจริญรุ่งเรืองและพัฒนาได้อย่างดี เมื่อในรัฐสภาซึ่งเป็นผู้แทนที่ประชาชนเลือกเข้าไป เป็นคนที่มาจากประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ก็จะช่วยลดปัญหาการทุจริต ฉ้อราษฎร์บังหลวงของนักการเมือง ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งภายในสภาได้อีกด้วย เพราะทุกคนเข้ามาทำงานโดยสุจริต และต่างคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนทำให้โอกาสที่จะเกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองที่ทหารจะใช้เป็นข้ออ้างในการเข้ามามีอำนาจทางการเมืองลดลงอีกด้วย</p>
<p>การเมืองไทยจะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ได้นั้น ไม่ใช่เรื่องยาก แต่ก็ไม่ง่ายซะทีเดียว ประชาชนจะต้องเห็นความสำคัญของการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองในวิถีทางประชาธิปไตยอย่างสม่ำเสมอไม่ใช่แค่เฉพาะการเลือกตั้ง ประชาชนจะต้องแหนสิทธิของจน และรู้จักหน้าที่ตามการปกครองระบอบประชาธิปไตย การที่ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองนั้น อำนาจจะไม่ตกอยู่กับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีก การเมืองภาคประชาชนจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันประชาธิปไตยของไทยให้เจริญก้าวหน้า ประชาชนสังคมของแต่ละชุมชน แต่ละกลุ่มผลประโยชน์จะช่วยให้การพัฒนาประเทศเป็นไปเพื่อประโยชน์และตรงตามความต้องการของประชาชนส่วนใหญ่มากยิ่งขึ้น</p>
<p style="text-align: right;">ศตวรรต ทรงลักษณ์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.izpirit.com/%e0%b8%a7%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%a7%e0%b9%8c%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>99 ข้อน่ารู้ก่อนสอบตรงรัฐศาสตร์</title>
		<link>http://www.izpirit.com/%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c.html</link>
		<comments>http://www.izpirit.com/%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c.html#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 02 Oct 2009 09:55:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>IzpiriT</dc:creator>
				<category><![CDATA[Article]]></category>
		<category><![CDATA[การปกครอง]]></category>
		<category><![CDATA[การระหว่างประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐศาสตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.izpirit.com/?p=48</guid>
		<description><![CDATA[1. ทำเนียบรัฐบาลเดิมคือ บ้านนรสิงห์
2. บ้านพิษณุโลก เป็นบ้านประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
3. คนเอเชียคนแรกที่ได้เป็นเลขาธิการ UN คือ อู่ถัน ชาวพม่า
4. บัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติชาวเอเชียคนที่สอง
5. พรรคกิจสังคม (SAP) ของ มรว.คึกฤทธิ์ นโยบายประชานิยม]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>1. ทำเนียบรัฐบาลเดิมคือ บ้านนรสิงห์<br />
2. บ้านพิษณุโลก เป็นบ้านประจำตำแหน่งนายกรัฐมนตรี<br />
3. คนเอเชียคนแรกที่ได้เป็นเลขาธิการ UN คือ อู่ถัน ชาวพม่า<br />
4. บัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติชาวเอเชียคนที่สอง<br />
5. พรรคกิจสังคม (SAP) ของ มรว.คึกฤทธิ์ นโยบายประชานิยม<br />
6. ประเทศอังกฤษเป็นชาติแรกที่มีรถไฟฟ้าใต้ดิน<br />
7. รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ปัจจุบันเป็นฉบับที่ 18<br />
8. มรว. คึกฤทธิ์ เปิดความสัมพันธ์ไทย-จีนอย่างเป็นทางการ<br />
9. รัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยคือ พรบ. ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว 2475<br />
10. จังหวัดล่าสุดของประเทศไทยคือ อำนาจเจริญ<br />
11. ปัจจุบันกระทรวงของไทยมีทั้งหมด 19 กระทรวง<br />
12. กรุงเทพได้ฉายาว่าเวนิสตะวันออกเพราะคลองเยอะ<br />
13. ศาลโลก ตั้งอยู่ กรุงเฮก ประเทศเนเธอแลนด์<br />
14. สิงค์โปร์เป็นแหล่งดึงดูดเงินฝากเปรียบเสมือนสวิสของเอเชีย<br />
15. เขาพระวิหาร ตั้งอยู่ในแขวงเพรียวิเฮีย ประเทศกัมพูชา<br />
16. ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ได้รับเลือกเป็นข้าราชการแบบอย่างคนแรกของไทย<br />
17. บัวแก้ว เป็นสัญลักษณ์ของกระทรวงต่างประเทศ<br />
18. เมืองปุตราจายาเป็นเมืองศูนย์กลางราชการของมาเลเซีย<br />
19. อัยการสูงสุดเป็นทนายของแผ่นดิน<br />
20. หนังสือเดินทางการทูตจะมีสีแดงสด คนทั่วไปสีแดงเลือดหมู ข้าราชการสีน้ำเงิน เดินทางชั่วคราวสีเขียว<br />
21. พรรคการเมืองแรกของไทยคือพรรคก้าวหน้า<br />
22. คณะรัฐมนตรีประกอบด้วยสมาชิก 36 คน<br />
23. มาตราที่ 291 ว่าด้วยหลักเกณฑ์และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ<br />
24. ปฏิรูปการปกคครองส่วนกลางและส่วนภูมิภาคในปี พ.ศ. 2435<br />
25. 15 พฤศจิกายน 2476 มีการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรก<br />
26. อาเซียนตั้งเป้าเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015<br />
27. BRIC คือ กลุ่มเศรษฐกิจใหม่ที่กำลังเจริญรุ่งเรืองประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน<br />
28. คาสิโนเศรษฐกิจคือการใช้เงินเป็นสินค้า เรียกว่า ทุนนิยมการเงิน<br />
29. WFP คือ World Food Program<br />
30. ปาเลา คือ ดินแดนทรัสตีแห่งสุดท้าย<br />
31. รัฐธรรมนูญ 2492 มีข้อบัญญัติเกี่ยวกับประชามติฉบับแรก<br />
32. การยุบสภาครั้งแรกโดย พระยาพหลพลพยุหเสนา<br />
33. รุสโซได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งประชาธิปไตย<br />
34. คณะราษฏรประกาศหลัก 6 ประการ แสดงความเป็นประชาธิปไตย<br />
35. MNNA คือกลุ่มพันธมิตรนอก NATO<br />
36. WMD คืออาวุธร้ายแรง ประกอบด้วย อาวุธ Nuclear-Bio-Chem<br />
37. ASIAN+3 = EAEC คือรวมจีน ญี่ปุ่น เกาหลี<br />
38. กฏหมาย 66/2523 เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย<br />
39. กฏหมาย 38/2547 เพื่อแก้ปัญหาการก่อการร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้<br />
40. UNEP เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม<br />
41. 5 มิถุนายนวันสิ่งแวดล้อมโลก<br />
42. OAU คือเอกภาพแอฟริกา<br />
43. IMT-GT คือกลุ่มเศรษฐกิจ ประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย<br />
44. BIMST-EC คือกลุ่มเศรษฐกิจของประเทศบริเวณอ่าวเบงกอล<br />
45. รัฐธรรมนูญฉบับที่ 16 ปี 2540 มี 336 มาตรา ซึ่งถือว่ามากที่สุด<br />
46. ไทยและฟิลิปปินส์เป็นพันธมิตรนอกนาโต้พร้อมกัน<br />
47. EAS คือการประชุมอาเซียน+6 จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย<br />
48. ปฏิญญาพุกามทำให้เกิดกลุ่ม ACMECS เพื่อโครงการ EWEC<br />
49. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เขียนโดย สภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช. หรือ NESDB)<br />
50. วันที่ 8 เดือน 8 ปี 1988 เป็นการเรียกร้องประชาธิปไตยครั้งใหญ่ในพม่า<br />
51. RAMSAR คือโครงการอนุรักษ์พื้นที่ลุ่มน้ำ<br />
52. 24 ตุลาคมเป็นวันสหประชาชาติ<br />
53. คำว่า อารยขัดขืน บัญญัติศัพท์โดย ชัยวัฒน์ สถาอานันท์<br />
54. FTAA เป็นการค้าเสรีในทวีปอเมริกา<br />
55. สนธิสัญญาวอชิงตันเน้นความเสรีทางเศรษฐกิจสนับสนุนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ<br />
56. เมืองหลวงของธิเบตคือลาซา มีองค์ดาไลลามะเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ<br />
57. 15 มิถุนายน 2505 ศาลโลกตัดสินให้เขาพระวิหารเป็นของกัมพูชาด้วยคะแนน 9 :3<br />
58. วันเลือกตั้งประธานาธิบดีของอเมริกาคือวันจันทร์หลังวันพุธที่สองของเดือนธันวาคม<br />
59. KKK คือ Ku Klux Klan กลุ่มคนผิวขาวในอเมริกาที่ชิงชังคนผิวสี<br />
60. OSLO คือการเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์<br />
61. The Clash of Civilization คือการปะทะกันระหว่างวัฒนธรรม เช่นชาติตะวันตกและมุสลิม<br />
62. รูเบิ้ลคือสกุลเงินของเครือรัฐเอกราช (CIS)<br />
63. ญี่ปุ่น เยอรมัน อินเดีย และ บราซิล ร้องขอการเข้าร่วมเป็นคณะความมั่นคงของ UN<br />
64. พระยาพหลพลพยุหเสนา ได้ชื่อว่าเป็นนายกคนซื่อ<br />
65. เสนีย์ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรีและอยู่ในกลุ่มเสรีไทย<br />
66. รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว เป็นคำพูดติดปากของนายก สฤษดิ์<br />
67. รัฐธรรมนูญ 2490 มีฉายาว่า รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม มีวุฒิสภาครั้งแรก<br />
68. รัฐธรรมนูญ 2492 ร่างขึ้นโดย สสร. ฉบับแรกและเริ่มเป็นต้นแบบของสิทธิเสรีภาพ<br />
69. รัฐธรรมนูญ 2505 ให้อำนาจสิทธิพิเศษของนายกครั้งแรก<br />
70. รัฐธรรมนูญ 2511 ร่างโดย สสร. ใช้เวลาร่างนานที่สุด<br />
71. รัฐธรรมนูญ 2517 มีสมัชชาแห่งชาติครั้งแรก สส.ต้องสังกัดพรรคครั้งแรก นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส. ครั้งแรก<br />
72. รัฐธรรมนูญ 2534 มีการแก้ไขมากที่สุดถึง 6 ครั้ง ครั้งที่ 4 กำหนดว่านายกต้องเป็น สส.<br />
73. คำกราบบังคมทูล 103 เป็นแผนพัฒนาการเมืองฉบับแรก<br />
74. การปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ได้ฉายาว่า Carnation Revolution<br />
75. C11 ข้าราชการสูงสุด คือ ปลัดกระทรวง<br />
76. ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคือ C10<br />
77. สัญญา ธรรมศักดิ์ คือนายกพระราชทาน<br />
78. ปี 2528-2529 ประเทศไทยได้เป็นคณะมนตรีความมั่นคงแบบชั่วคราวของ UN<br />
79. Ninjas คือผู้กู้ยืมคุณภาพต่ำ นั่นคือ No Income, No Job And No Assets<br />
80. WTO มีสำนักงานอยู่ที่กรุงเจนีวา<br />
81. AIA คือเขตการลงทุนอาเซียน Asean Investment Area<br />
82. ICC คือศาลอาญาระหว่างประเทศต่างจาก ICJ คือพิจารณาคดีบุคคลมิใช่รัฐ<br />
83. ISS คือสถานีอวกาศนานาชาติ International Space Station<br />
84. กฏบัตรอาเซียนมี 19 Chapters 55 Articles<br />
85. สำนักงานใหญ่ EU อยู่ที่ กรุงบรัสเซลล์ ประเทศเบลเยี่ยม<br />
86. อำเภอและจังหวัดไม่ใช่การปกครองส่วนท้องถิ่น<br />
87. กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ คือ พระบิดาแห่งการทูตไทย<br />
88. ตุลาการภิวัฒน์ คือการใช้อำนาจตุลาการตรวจสอบการออกกฏหมายและการใช้อำนาจของนักการเมือง<br />
89. กัมพูชาเข้าร่วมอาเซียนเป็นประเทศสุดท้าย<br />
90. หนังสือพิมพ์ฉบับแรกในประเทศไทยคือ Bangkok Recorder<br />
91. JBC คือ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา<br />
92. THEOS เป็นดาวเทียมสำรวจทรัพยากรดวงแรกของประเทศไทย<br />
93. ชารีอะห์คือกฏหมายอิสลาม<br />
94. ชาติที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดใน EU คือเยอรมัน<br />
95. ปัจจุบันเนปาลเปลี่ยนการปกครองจากระบอบกษัตริย์เป็นประชาธิปไตยแบบมีประธานาธิบดีเป็นประมุข<br />
96. สมาชิกรัฐสภามีทั้งหมด 630 คน<br />
97. DSI คือกรมสอบสวนคดีพิเศษ<br />
98. วิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของโลก (The Great Depression) เกินขึ้นในทศวรรษ 1930<br />
99. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 เน้นสังคมอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน</p>
<p style="text-align: right;">ศตวรรต ทรงลักษณ์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.izpirit.com/%e0%b8%99%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%90%e0%b8%a8%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b9%8c.html/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
