การรับรองรัฐกับกรณีรัฐปาเลสไตน์
เมื่อวิเคราะห์ตามหลักกฏหมายระหว่างประเทศ การรับรองรัฐปาเลสไตน์นั้นก็คงไม่แตกต่างจากการรับรองรัฐของรัฐอื่นๆ โดยใช้แนวความคิดตามทฤษฎีประกาศ คือ การที่ปาเลสไตน์จะได้การรับรองรัฐหรือไม่นั้นจะไม่ทำให้ปาเลสไตน์ขาดความเป็นรัฐแต่อย่างใด เนื่องจากการรับรองรัฐเป็นเพียงการประกาศเพื่อรับรู้ถึงการมีตัวตนอยู่ของรัฐอื่นในข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายความเป็นรัฐได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อมีองค์ประกอบของความเป็นรัฐ 4 ประการ คือ ดินแดน ประชากร รัฐบาล และความสามารถที่จะมีความสัมพันธ์กับรัฐอื่นและจะไม่ถูกกระทบกระเทือนโดยการรับรองหรือไม่รับรองของรัฐอื่น ซึ่งปาเลสไตน์เองก็มีองค์ประกอบครบและได้ประกาศว่าตัวเองเป็นรัฐตั่งแต่ปี 1998 ซึ่งมีทั้งสัญลักษณ์ที่สำคัญอย่างธงชาติที่ใช้กันอย่างกว้างขวางด้วย
ดังนั้นจากแนวความคิดตามทฤษฎีประกาศ จึงเป็นตัวบ่งบอกว่าหากปาเลสไตน์มีองค์ของความเป็นรัฐครบถ้วนทั้ง 4 ประการย่อมมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศถึงแม้จะไม่ได้การรับรองจากรัฐอื่นๆ เลยก็ตาม แต่การรับรองรัฐนั้นเป็นสิ่งบ่งบอกถึงความชัดเจนในทางระหว่างประเทศระหว่างรัฐในการที่ปาเลสไตน์จะใช้สิทธิ และปฏิบัติหน้าที่ของตนตามกฎหมายระหว่างประเทศได้อย่างเต็มที่ในสายตาของรัฐที่ให้การรับรองปาเลสไตน์ เช่น การเป็นภาคีแห่งสนธิสัญญาต่างๆ การอ้างความคุ้มครองกันอธิปไตย จากเขตอำนาจทางตุลาการและบริหารของรัฐอื่น การเป็นโจทก์หรือเป็นจำเลยในศาลของรัฐอื่น การเป็นเจ้าของทรัพย์สินในนามของตนเอง ดังเช่น ที่ตั้งสถานทูตหรือสถานกงสุล เป็นต้น ซึ่งการเป็นรัฐของปาเลสไตน์ในปัจจุบันในทางระหว่างประเทศ หากรัฐใดต้องการที่จะติดต่อสัมพันธ์กับปาเลสไตน์นั้นก็แสดงให้เห็นถึงยอมรับในความเป็นรัฐของปาเลสไตน์นั่นเอง
เมื่อรัฐอื่นๆเลือกที่ให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์แล้ว การรับรองเช่นว่านั้นอาจแบ่งได้เป็นสองประเภทคือ การรับรองรัฐโดยพฤตินัย และการรับรองรัฐโดยนิตินัย ซึ่งคำว่า “โดยพฤตินัย” หรือ “โดยนิตินัย” นั้นขยายคำว่า “รัฐ” ไม่ใช่ขยายคำว่า “การรับรอง” โดยการรับรองปาเลสไตน์ที่รัฐต่างๆให้การรับรองรัฐนั้นอาจเริ่มจากการรับรองโดยพฤตินัย เพื่อที่จะดูว่าปาเลสไตน์สามารถรักษาองค์ประกอบของความเป็นรัฐได้ต่อไปในลักษณะถาวร และมีประสิทธิภาพ รัฐที่จะให้การรับรองก็อาจให้การรับรองรัฐเช่นว่านั้นในฐานะที่เป็นรัฐโดยนิตินัยต่อไป อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในแง่ของผลทางกฎหมายของการรับรองรัฐไม่ว่าจะเป็นการรับรองรัฐโดยพฤตินัยหรือโดยนิตินัยก็ตาม ย่อมมีผลทางกฎหมายไม่แตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นผลตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือผลตามกฎหมายภายในก็ตาม
การรับรองรัฐปาเลสไตน์นั้นต้องทำความเข้าใจก่อนว่าวิธีการรับรองรัฐนั้นทำได้รูปแบบใดบ้าง โดยวิธีการรับรองรัฐนั้นอาจกระทำได้โดยชัดแจ้ง หรือโดยปริยายก็ได้ ซึ่งการรับรองโดยชัดแจ้งนั้นอาจกระทำด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษรตรงไปยังรัฐที่ได้การรับรองหรือในที่ประชุมระหว่างประเทศ เช่น สมัชชาใหญ่ขององค์การสหประชาชาติก็ได้ ซึ่งการรับรองรัฐโดยชัดแจ้งนี้มักไม่ค่อยก่อให้เกิดปัญหาตามมา ส่วนการรับรองโดยปริยายนั้นไม่ได้มีการประกาศอย่างชัดแจ้ง แต่ให้ดูจากการกระทำบางอย่างของรัฐหนึ่งต่อรัฐหนึ่งอาจถือเป็นการรับรองรัฐได้ เช่น การเข้าทำสนธิสัญญาซึ่งครอบคลุมความสัมพันธ์อย่างกว้างขวางระหว่างรัฐสองรัฐหรือการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต และทางกงสุลอาจถือว่าเป็นการให้การรับรองรัฐโดยปริยายก็ได้ ยกเว้นการเจรจาในรูปแบบต่างๆการสถาปนาสำนักงานผู้แทนอย่างไม่เป็นทางการ เช่น สำนักงานผู้แทนทางการค้าหรือวัฒนธรรม การทำสนธิสัญญาพหุภาคีซึ่งรัฐที่ไม่ได้รับการรับรองเป็นภาคีอยู่ด้วย การเข้าเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศก็ไม่ถือว่า รัฐสมาชิกเดิมขององค์การระหว่างประเทศรับรองรัฐที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่โดยปริยายหรือการเข้าร่วมประชุมนานาชาติซึ่งรัฐที่มิได้รับการรับรองเข้าร่วมประชุมด้วยก็ไม่ถือว่ารัฐอื่นที่เข้าร่วมประชุมให้การรับรองรัฐที่มิได้รับการรับรองและเข้าร่วมประชุมนั้น อย่างไรก็ดี การกระทำของรัฐจะถือว่าเป็นการรับรองรัฐหรือไม่ย่อมขึ้นอยู่กับเจตนาเป็นสำคัญของรัฐผู้ให้การรับรอง เพราะถึงแม้รัฐจะมีความสัมพันธ์กันในด้านในด้านหนึ่งก็ตาม แต่รัฐอาจแสดงเจตนาไว้ว่า ความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นการรับรองโดยปริยายก็ย่อมทำได้
ผลของการรับรองรัฐปาเลสไตน์ตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ถ้าหากปาเลสไตน์ได้รับการรับรองรัฐ ย่อมส่งผลของการรับรองตามกฎหมายระหว่างประเทศ และผลของการรับรองรัฐตามกฎหมายภายในของรัฐ ซึ่งทำให้ปาเลสไตน์ต้องมีความผูกพันและต้องปฏิบัติตาม กล่าวคือผลของการรับรองรัฐตามกฎหมายระหว่างประเทศ ถึงแม้ว่าปาเลสไตน์จะไม่ได้การรับรองรัฐหรือได้การรับรองรัฐ ในสายตาของกฎหมายระหว่างประเทศก็ยังเป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศและสามารถมีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น มีอำนาจเหนือดินแดนแห่งรัฐของตน และมีหน้าที่ต้องเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น ไม่ใช้กำลังรุกรานรัฐอื่น เพียงแต่ว่าขอบเขตของความการใช้สิทธิของรัฐที่ได้รับการรับรองย่อมมีมากกว่ารัฐที่ไม่ได้การรับรอง เช่น การเข้าทำสนธิสัญญา การเรียกร้องในทางระหว่างประเทศ เป็นต้น เพราะในสายตาของรัฐที่ไม่ได้ให้การรับรองนั้นถือว่า รัฐซึ่งไม่ได้การรับรองนั้นไม่เป็นบุคคลตามกฎหมายระหว่างประเทศที่จะมีสิทธิตามกฎหมายระหว่างประเทศได้ ต่อมาในส่วนผลของการรับรองรัฐตามกฎหมายภายในนั้น จะเห็นได้ชัดเจนเมื่อรัฐที่ให้การรับรองรัฐอื่นต้องยอมให้ สิทธิต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความคุ้มกันและเอกสิทธิต่างๆ ที่รัฐซึ่งได้การรับรองนั้นมีตามกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น รัฐที่ได้รับการรับรองย่อมสามารถอ้างความคุ้มกันอธิปไตย จากเขตอำนาจตุลาการ และบริหารของรัฐที่ให้การรับรอง หรือสามารถเป็นโจทก์ในศาลภายในของรัฐซึ่งให้การรับรองได้ หรือในเรื่องกฎหมายขัดกัน เป็นต้น ในทางกลับกันหากรัฐที่ไม่ได้รับการรับรองจากรัฐอื่นย่อมไม่สามารถในการใช้สิทธิตามที่กล่าวข้างต้นได้เลย ดังนั้น การที่ปาเลสไตน์จะได้รับรองเป็นรัฐจากรัฐอื่นๆย่อมเป็นสิ่งที่สำคัญเพราะจะทำให้ปาเลสไตน์มีความสามารถในการใช้สิทธิต่างๆตามกฎหมายระหว่างประเทศเพิ่มขึ้นทัดเทียมกันกับนานาประเทศที่ได้รับการรับรองมาก่อนแล้วเช่นกัน
และเมื่อได้เป็นรัฐสมาชิกอย่างเต็มตัวของสหประชาชาติ ก็จะมีโอกาสเข้าเป็นภาคีในหน่วยงานต่างๆ ของยูเอ็น และได้เข้าเป็นภาคีในสนธิสัญญาต่างๆ ถ้าดินแดนปาเลสไตน์ได้รับการรับรองว่าเป็นรัฐ ปาเลสไตน์ก็จะสามารถฟ้องร้องอิสราเอลในศาลอาญาระหว่างประเทศได้ เช่น กรณีอิสราเอลปิดกั้นฉนวนกาซา, กรณีการสร้างนิคมชาวยิว, กรณีอิสราเอลทำสงครามโจมตีกลุ่มฮามาสในกาซาเมื่อสองปีก่อน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มน้ำหนักของปาเลสไตน์ในการเจรจากับอิสราเอล เพราะต่างก็เป็นรัฐที่มีอธิปไตยเท่าเทียมกัน
โดยล่าสุดนี้ปาเลสไตน์จะทำการยื่นหนังสือสมัครเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์ ขององค์การสหประชาชาติอย่างเป็นทางการในวันที่ 23 กันยายน 2554 โดยยึดหลักเขตแดนก่อนสูญเสียดินแดนให้กับอิสราเอลใน “สงครามหกวัน” ปี 1967 โดย UN นั้นมอบสถานภาพ “องค์กรสังเกตการณ์” (observer entity) ให้กับปาเลสไตน์ ตั้งแต่ปี 1974 และหากคำร้องขอเป็น “สมาชิกโดยสมบูรณ์” ถูกขัดขวางในคณะมนตรีความมั่นคง ปาเลสไตน์ก็ระบุว่า จะเสนอต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่ ให้อนุมัติการยกระดับสถานภาพจากองค์กรสังเกตการณ์เป็น “รัฐสังเกตการณ์” (observer state) ที่ไม่ใช่สมาชิก