ถึงแม้อิสราเอลจะมีฐานะเป็นรัฐและเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ แต่ก็ยังมีชาติที่เป็นสมาชิกสหประชาชาติที่ไม่ให้การรับรองรัฐอิสราเอลนั่นคือ อัฟกานิสถาน อัลจีเรีย บาห์เรน บังคลาเทศ ชาด คิวบา อินโดนีเซีย อิหร่าน อิรัก เกาหลีเหนือ คูเวต เลบานอน ลิเบีย มาเลเซีย ปากีสถาน ซาอุดิอาระเบีย ซูดาน ซีเรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยเมน จะเห็นได้ว่าประเทศส่วนใหญ่นั้นจะเป็นประเทศในแถบอาหรับ อาฟริกาเหนือ ประเทศโลกมุสลิม ประเทศที่มีความขัดแย้งกับอเมริกา ซึ่งทำให้เราเห็นว่าการรับรองรัฐนั้นเป็นเรื่องของการกระทำทางการเมืองฝ่ายเดียวได้อย่างชัดเจน และเห็นได้ชัดว่าอิสราเอลเป็นตัวแทนของตะวันตกที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งเป็นศูนย์กลางความขัดแย้งของโลกตะวันตกและตะวันออก โดยเฉพาะการปะทะกันทางวัฒนธรรม (The Clash of Civilization) ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี
Tag Archives: อิสราเอล
เหตุการณ์ในปัจจุบันกรณีปาเลสไตน์ร้องขอการรับรองรัฐ
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์เป็นปัญหาในตะวันออกกลางที่ทั่วโลกต่างก็ให้ความสนใจ เนื่องจากเป็นปัญหาที่มีมานานแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถหาทางออกเพื่อแก้ไขปัญหาในระยะยาวได้ หรือไม่มีทีท่าว่าจะเกิดสันติสุขในดินแดนนี้ สงครามใหญ่หลายครั้งในคาบสมุทรอาหรับในอดีตก็มักมีต้นตอความขัดแย้งมาจากสองรัฐนี้ ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์นั้นบ่อยครั้งที่เกิดการใช้ความรุนแรงและใช้กำลังทหารในการตัดสินปัญหา ซึ่งก่อให้เกิดสงครามขนาดย่อมตามมาอยู่เรื่อยไปส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทั้งสองประเทศอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวปาเลสไตน์ที่ดูแล้วน่าจะได้รับผลกระทบมากกว่าจากความอ่อนแอของทั้งอำนาจทางทหารหรือในเวทีทางการทูต ซึ่งเมื่อเทียบกับอิสราเอลซึ่งมีความเป็นรัฐสมบูรณ์และได้รับการยอมรับมากกว่า รวมไปการเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติทำให้ อิสราเอลดูจะได้เปรียบอย่างมาก ซึ่งปัญหานี้ก็มิได้จะมีแต่การใช้กำลังทหาร เวทีเจรจาก็เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งเช่นในครั้งที่ทำให้เกิดข้อตกลงออสโล ที่ทำให้เกิดองค์การบริหารปาเลสไตน์และการวางแนวทางแก้ไขข้อพิพาทเรื่องดินแดน ก็ทำให้เกิดสันติภาพได้ระยะหนึ่ง แต่แล้วการเจรจาครั้งนั้นก็มิได้แสดงให้เห็นถึงการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิผลในระยะยาว โดยล่าสุดเมื่อปลายปีที่แล้ว (ค.ศ 2010) อิสราเอลนั้นได้ดำเนินแผนการขยายนิคมชาวยิว ทำให้การเจรจาแก้ปัญหาแบบทวิภาคีของอิสราเอลและปาเลสไตน์สิ้นสุดลงโดยไม่มีการหารือต่อมาในปัจจุบัน อีกทั้งกลุ่มสี่ฝ่ายในเรื่องปัญหาตะวันออกกลางซึ่งประกอบไปด้วยสหรัฐอเมริกา รัสเซีย สหภาพยุโรป และสหประชาชาติ นั้นก็ไม่สามารถเจรจาหารือกันเพื่อที่จะหาทางออกให้แก่ทั้งปาเลสไตน์และอิสราเอลได้ ทำให้การเจรจาเพื่อสันติภาพต่างๆ หยุดชะงักลง ทำให้ปาเลสไตน์มองว่าการเจรจาระหว่างปาเลสไตน์กับอิสราเอล ซึ่งดำเนินมานานแล้วแต่ไม่มีความคืบหน้าใดที่จะช่วยแก้ปัญหาได้อย่างชัดเจน ทำให้ อับบาส ประธานาธิบดีของปาเลสไตน์นั้น เริ่มหันมาดำเนินนโยบายทางการทูตในเชิงรุก โดยจะขอให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติอนุมัติการให้สมาชิกภาพแก่รัฐปาเลสไตน์ ผ่านการสนับสนุนของประชาชนภายในประเทศและประชาชนชาวปาเลสไตน์ทั่วทุกมุมโลก ดังเช่นตอนที่เกิดองค์กรไซออนของชาวยิวที่เรียกร้องรัฐอิสราเอล โดยปาเลสไตน์มองว่าการเจรจาระดับทวิภาคีกับอิสราเอลที่มีสหรัฐอเมริกาคอยให้การสนับสนุนอยู่ในช่วงที่ผ่านมาล้มเหลวมาตลอด ซึ่งเป็นเหตุให้ต้องหันมาใช้วิธีนี้นั่นเอง ซึ่งการเข้ายื่นเรื่องขอเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติในครั้งนี้ หากปาเลสไตน์ได้รับการยอมรับก็จะได้เป็นสมาชิกในลำดับที่ 194 และหากไม่ได้เป็นสมาชิกที่สมบูรณ์เพราะการวีโต้จากสหรัฐอเมริกา ปาเลสไตน์ก็เตรียมที่จะยื่นรอเป็นรัฐผู้สังเกตการณ์นอกสมาชิกภาพซึ่งปาเลสไตน์ค่อนข้างแน่ใจว่าจะได้รับสถานะนี้เพราะประเทศส่วนใหญ่ที่เป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติให้การสนับสนุนซึ่งจะทำให้ปาเลสไตน์จะได้เป็นรัฐ โดยผ่านการรับรองจากของเสียงส่วนใหญ่ของรัฐสมาชิกสหประชาชาติ แม้ว่ายังไม่ได้เป็นสมาชิกอย่างเต็มตัวก็ตาม
ความคิดเห็นจากประเทศต่างๆที่น่าสนใจ
สหรัฐอเมริกา ยืนยันอย่างแน่ชัดว่าจะใช้สิทธิ์ในฐานะสมาชิกถาวรออกเสียงยับยั้งข้อมติใดๆ ที่สนับสนุนปาเลสไตน์อย่างแน่นอน และยังกล่าวอีกว่าไม่มีประโยชน์ที่ปาเลสไตน์จะนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุม คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติและนี่ไม่ใช่หนทางที่จะนำไปสู่เอกราชสำหรับรัฐปาเลสไตน์
สหภาพยุโรป ชาติมหาอำนาจในยุโรปอย่างอังกฤษและฝรั่งเศส ยังคงไม่แสดงท่าทีที่ชัดเจนในเรื่องนี้ โดยกล่าวว่าถ้าประเทศตนเห็นว่าการเจรจาไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งได้ ก็อาจจะให้การสนับสนุนปาเลสไตน์ ส่วนเยอรมันและอิตาลีนั้นแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนปาเลสไตน์ ทางด้านประเทศแถบสแกนดิเนเวียอย่างนอร์เวย์และสวีเดนกล่าวว่าอาจให้การรับรองการตั้งรัฐปาเลสไตน์ หากไม่มีความคืบหน้าในการเจรจายุติความขัดแย้งกับอิสราเอล
รัสเซีย ยังคงประกาศยืนยันการรับรองรัฐปาเลสไตน์ไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งเคยให้การรับรองมาตั้งแต่สมัยเป็นสหภาพโซเวียต และเห็นได้ชัดจากการที่เคยให้การสนับสนุนชาติอาหรับในการทำสงครามในตะวันออกกลางในช่วงสงครามเย็น โดยรัสเซียในปัจจุบันพยายามที่จะรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์ที่ประสบภาวะชะงักงัน
ละตินอเมริกา กลุ่มประเทศที่มีบทบาทสำคัญในเวทีโลกอย่างบราซิล อาเจนติน่า ชิลี ต่างก็ประกาศให้การรับรองปาเลสไตน์ในฐานะรัฐ ซึ่งบราซิลเองก็มีบทบาทสำคัญอย่างมากในการเรียกร้องอีกทั้งยังมีอำนาจในการต่อรองสูงและเป็นผู้นำในภูมิภาคเนื่องจากเป็นประเทศที่ถูกคาดว่าจะสามารถก้าวเป็นมหาอำนาจได้หรือกลุ่ม BRIC (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน)
เอเชีย อินเดียและจีนในฐานะมหาอำนาจในเอเชียนั้นได้ประกาศให้การรับรองรัฐปาเลสไตน์อย่างเป็นทางการแล้ว ส่วนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ชาติมุสลิมที่สำคัญอย่างอินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไนก็ได้ออกมาเรียกร้องให้ชาติต่างๆ ในอาเซียนให้การสนับสนุนปาเลสไตน์เช่นกัน
สันนิบาติอาหรับ ชาติอาหรับต่างให้การสนับสนุนปาเลสไตน์เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างไม่ต้องสงสัยเนื่องมาจากความขัดแย้งที่มีมาอย่างยาวนานต่ออิสราเอลและชาติตะวันตกยังคงมีอยู่ โดยมีผู้นำอย่างซาอุดีอาระเบียในการเรียกร้องให้สหประชาชาติยอมรับคำขอเป็นสมาชิกเต็มตัวของปาเลสไตน์ และให้การรับรองปาเลสไตน์ว่าเป็นรัฐเอกราช
กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (NAM) มีท่าทีสนับสนุนความเป็นชาติของปาเลสไตน์ซึ่งทำให้ปาเลสไตน์ได้ฐานเสียงจากสมาชิกกลุ่มนี้ในเวทีสหประชาชาติเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ประเทศไทย ในปัจจุบันยังคงไม่มีการตัดสินใจที่แน่ชัดจากรัฐบาล แต่ในความจริงแล้วต้องยอมรับว่าประเทศไทยไม่สามารถทำอะไรได้มากมายนัก เนื่องจากความช่วยเหลือในหลายๆด้านที่อิสราเอลให้แก่ไทยมีมากพอสมควร โดยเฉพาะทางด้านความมั่นคงและการพัฒนาเกษตรกรรม รวมทั้งแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในอิสราเอลก็มีอยู่มาก ทำให้ประเทศไทยซึ่งเป็นมิตรกับทั้งสองคู่ขัดแย้ง ยังคงไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนในเรื่องนี้ได้
สันติภาพและความขัดแย้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้น
การที่สหรัฐอเมริกาประกาศอย่างแน่ชัดที่จะขัดขวางและจะใช้สิทธิ์ในฐานะสมาชิกถาวรออกเสียงยับยั้งข้อมติใดๆ ที่สนับสนุนปาเลสไตน์อย่างแน่นอนนั้น จะทำให้เกิดความรู้สึกต่อต้านสหรัฐอเมริกา ในหมู่ประเทศตะวันออกกลางยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งก็มีความขัดแย้งดั้งเดิมอยู่แล้วโดยเฉพาะความขัดแย้งทางศาสนา และการที่กลุ่มประเทศอาหรับมองว่าสหรัฐนั้นเป็นผู้ร้ายที่คอยเข้ามาหาผลประโยชน์ในตะวันออกกลางมาตั้งแต่อดีต ซึ่งเป็นเหตุสำคัญในสงครามที่สหรัฐเรียกว่าสงครามต่อต้านการก่อการร้าย ที่ยังไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าสงครามนี้ยุติลงไปแล้วหรือยัง ดังนั้นการวีโต้ของสหรัฐอเมริกาอาจจะเป็นชนวนที่จะทำให้ปัญหาความขัดแย้งในภูมิภาคนี้ทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก ทำให้สามารถมองได้ว่าการยื่นเรื่องของปาเลสไตน์ในครั้งนี้อาจจะยิ่งทำให้ก่อให้เกิดความตึงเครียดในประชาคมโลกระหว่างผู้ให้การสนับสนุนและไม่ให้การสนับสนุนอีกด้วย
*เพิ่มเติม ล่าสุดวันที่ 2 ตุลาคม 2554 สหรัฐอเมริการะงับการอนุมัติเงินช่วยเหลือมูลค่า 200 ล้านดอลลาร์ให้แก่ปาเลสไตน์ เพื่อตอบโต้ต่อกรณีความต้องการเป็นรัฐปาเลสไตน์โดยระบุว่า เงินช่วยเหลือดังกล่าวจะถูกระงับจนกว่าปาเลสไตน์จะเพิกเฉยการยื่นประเด็นดังกล่าวต่อประชาคมโลก อย่างไรก็ตามซึ่งปาเลสไตน์ยังคืนยืนยันที่จะทำสงครามทางการทูตกับสหรัฐต่อไป
ความเป็นมาและประวัติศาสตร์ความขัดแย้งของปาเลสไตน์กับอิสราเอล
แผ่นดินปาเลสไตน์ มีหลายชนชาติเข้ามาจับจองพื้นที่สร้างบ้านเมืองของตนเอง บรรพบุรุษของชาวปาเลสไตน์เป็นชาวกันอานซึ่งเป็นชนชาติ ดินแดนปาเลสไตน์ในอดีตถูกปกครองโดยกลุ่มชนหลายเผ่าพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นบาบิโลน อัสสิเรียน เปอร์เซีย กรีก โรมัน จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 4 ปาเลสไตน์ก็ตกเป็นของชาวคริสต์ และได้สร้างวิหารศักดิ์สิทธิ์ขึ้นใน กรุงเยรูซาเล็มกลายเป็นสถานที่ดึงดูดให้คริสต์ศาสนิกชนเข้ามาจาริกแสวงบุญกันมากขึ้น จนกระทั่งสมัยหนึ่งประชากรที่เคยนับถือคริสต์ก็เริ่มแปรเปลี่ยนมานับถืออิสลามมากขึ้น จนประชากรส่วนใหญ่กลายเป็นชาวมุสลิมไปจนเกือบทั้งหมด ดินแดนนี้จึงมีความสงบเรื่อยมาตลอดระยะเวลา 13 ศตวรรษ ยกเว้นช่วงเกิดสงครามครูเสดระหว่าง คศ.1099-1187 ซึ่งได้ถูกผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันครอบครองจากสองชนชาติ คืออาหรับมุสลิมและอาหรับคริสต์มานานกว่า 800 ปี
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษได้รับความช่วยเหลือจากชาวยิว ทำให้อังกฤษซึ่งมีอิทธิพลเหนือดินแดนตะวันออกกลางในช่วงนั้น ตอบแทนโดยการมอบดินแดนปาเลสไตน์ให้เป็นที่พักพิงถาวรของชาวยิว ขณะเดียวกันก็เกิดสนธิสัญญาขึ้นซ้อนอีกหนึ่งฉบับที่ลงนามโดย เซอร์เฮนรี่ แม็กมาฮอน ข้าหลวงใหญ่ของอังกฤษในอียิปต์ ซึ่งไปตกลงกับชาวอาหรับว่าหากชาวอาหรับช่วยอังกฤษทำสงครามกับเยอรมันแล้ว อังกฤษจะยกดินแดนบางส่วนรวมถึงปาเลสไตน์คืนให้แก่ชาวอาหรับ แต่เมื่อสิ้นสงคราม อังกฤษก็ยังคงยึดครองปาเลสไตน์โดยมิได้มอบให้แก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด เนื่องด้วยฝ่ายยิวและอาหรับต่างก็อ้างสนธิสัญญาที่ตนเองถือเป็นข้ออ้างในการครอบครองดินแดน ซึ่งในช่วงแรกองค์การสันนิบาตชาติมอบหมายให้อังกฤษเป็นผู้ดำเนินการส่งมอบดินแดนปาเลสไตน์ให้แก่ชาวยิว แต่อังกฤษก็ยังคงครอบครองดินแดนไว้เพื่อใช้ต่อรองกับกลุ่มชาติอาหรับ ในการทำสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งแน่นอนว่าภายหลังสงครามดินแดนเจ้าปัญหานี้ก็ยังไม่ได้ถูกส่งมอบให้แก่ฝ่ายไหนอยู่ดี อีกทั้งปัญหาการอพยพเข้ามาของชาวยิวจำนวนมากก็ยังทวีความวุ่นวายเข้าไปทุกขณะ โดยมีกลุ่มชาติอาหรับแสดงท่าทีไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สมัชชาสหประชาชาติลงมติแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ให้กับชาวยิว โดยแบ่งเอาดินแดนบางส่วนของซีเรียและอียิปต์ไปด้วย โดยมติดังกล่าวไม่ได้ขอความเห็นชอบจากชาวปาเลสไตน์เลยแม้แต่น้อย การแบ่งดินแดนในครั้งนั้นทำให้ปาเลสไตน์ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นที่อาศัยของชาวยิว และอีกส่วนหนึ่งเป็นที่อาศัยของชาวมุสลิมอาหรับ โดยในปี ค.ศ. 1948 มีการจัดตั้งรัฐยิวขึ้นอย่างเป็นทางการบนแผ่นดินปาเลสไตน์ ตั้งชื่อว่ารัฐอิสราเอล นับแต่นั้นมาอิสราเอลก็เริ่มปรากฏในแผนที่โลกในฐานะประเทศ ทั้งที่ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่มีดินแดนในครอบครองเลย
รัฐอิสราเอลถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นยามเฝ้าน้ำมันในตะวันออกกลางของอังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา อิสราเอลมีหน้าที่หลักในการเป็นพันธมิตรของตะวันตกเพื่อสกัดกั้น กระแสชาตินิยมอาหรับที่ต้องการควบคุมน้ำมันเพื่อประโยชน์ของคนในพื้นที่ แทนประโยชน์ของบริษัทข้ามชาติตะวันตก อิสราเอลถูกกล่าวหาว่าเป็นรัฐเหยียดเชื้อชาติเนื่องจากกีดกันคนที่ไม่ใช่ชาวยิว และที่สำคัญคือถูกสร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ผ่านการขับไล่ชาวปาเลสไตน์ออกจากดินแดนเดิม การเกิดอิสราเอลไม่ได้สร้างสันติภาพแต่อย่างใด เพราะอิสราเอลพยายามขยายพื้นที่และพรมแดนผ่านการทำสงครามกับชาวปาเลสไตน์ รวมถึงมีการสร้างหมู่บ้านใหม่ให้ชาวยิวที่อพยพเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
การเกิดของรัฐอิสราเอลซึ่งมาจากการสนับสนุนของสหรัฐอเมริกากับอังกฤษ สร้างความไม่พอใจให้ชนชาติอาหรับ จนกลุ่มชาติอาหรับจัดตั้งกองกำลังบุกเข้าอิสราเอล แต่ทุกครั้งที่เกิดสงคราม ก็ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ของชาติอาหรับ และปาเลสไตน์ก็ต้องเสียดินแดนไปทุกครั้ง โดยเฉพาะ “สงคราม 6 วัน” ในปี ค.ศ. 1967 อียิปต์ส่งกองกำลังทหารกว่า 7 แสนนาย จากความร่วมมือของ 7 ชาติอาหรับ เข้าถล่มอิสราเอลที่มีกองกำลังเพียง 2 แสนนายเท่านั้น ซึ่งในที่สุดยิวเป็นฝ่ายชนะในสงคราม อีกทั้งยังยึดดินแดนของฝ่ายชาติอาหรับมาเป็นของตน ไม่ว่าจะเป็นเขตกาซ่าตะวันออก แหลมซีนายของอียิปต์ ชายฝั่งตะวันตกบางส่วนของแม่น้ำจอร์แดน (เขตเวสต์แบงก์) ที่ราบสูงโกรันของซีเรีย นครเยรูซาเล็มฝั่งตะวันออก ซึ่งดินแดนที่ว่านี้ก็ยังถูกอิสราเอลครอบครองมาจนถึงปัจจุบัน นอกเหนือจากชัยชนะครั้งนี้แล้วอิสราเอลยังได้ใช้โอกาสนี้ในการขับไล่ชาวอาหรับออกจากจากดินแดนของตนเป็นจำนวนมาก จากความพ่ายแพ้ในครั้งนั้น ทำให้องค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ต้องเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งใหญ่ มีการเลือกประธานคนใหม่ที่มาพร้อมกับนโยบายที่แข็งกร้าวขึ้นนั่น คือนายยัสเซอร์ อาราฟัต โดยนายอาราฟัตพยายามอย่างยิ่งในการแสดงให้ชาวโลกยอมรับการมีตัวตนของชาวปาเลสไตน์และพยายามแสดงให้เห็นถึงความชอบธรรม ในการกอบกู้ดินแดนของชาวปาเลสไตน์คืนจากอิสราเอล หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติการด้วยความรุนแรงทั้งอย่างลับๆ และอย่างโจ่งแจ้งมาช่วงระยะหนึ่ง ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็พบว่าการใช้ความรุนแรงไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด ผู้นำขององค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์และอิสราเอล ยอมหันหน้าเข้าหากัน โดยเจรจาผ่านทางสหประชาชาติในปี 1972 การประนีประนอมครั้งนี้เป็นผล ก่อให้เกิดการลงนามใน “ข้อตกลงสันติภาพออสโล” ในปี 1993 เป็นการประกาศว่าโลกยอมรับให้มีดินแดนปกครองตนเองที่ชื่อปาเลสไตน์ ในเขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซ่า แต่แล้วความสงบสุขก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อกลุ่มชาวยิวหัวรุนแรงในอิสราเอล ไม่พอใจท่าทีที่ยอมอ่อนข้อของรัฐบาลตน จึงเกิดการลอบสังหารประธานาธิบดีอิสราเอลในขณะนั้นขึ้นในปี 1995 และตามด้วยการลุกฮือของชาวปาเลสไตน์ จากนั้นสันติภาพก็หมดลง ความขัดแย้งทวีเพิ่มขึ้น
ปัญหาปาเลสไตน์นับเป็นประเด็นความขัดแย้งที่สำคัญยิ่งของโลก เพราะมีมหาอำนาจหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ที่ผ่านมาได้มีความพยายามกันแล้วหลายครั้งหลายคราที่จะแก้ไขปัญหาผ่านกระบวน การเจรจาแบบสันติวิธี แต่ท้ายที่สุดความพยายามเหล่านั้นก็ล้มเหลวลงอย่างไม่เป็นท่า ส่วนคณะปกครองปาเลสไตน์หรือรัฐบาลปาเลสไตน์ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากไปกว่า การให้ความหวังต่อชาวปาเลสไตน์ทั้งมวลว่า พวกเขาจะได้รัฐเอกราชกลับคืนมา อันจะเป็นดินแดนที่ประกอบไปด้วยพื้นที่เหล่านี้รวมกันคือ ฉนวนกาซ่า ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน (West Bank) และเยรูซาเล็มตะวันออก ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นดินแดนที่อิสราเอลยึดครองอย่างผิดกฎหมาย มาตั้งแต่หลังสงคราม 6 วันในปี ค.ศ. 1967